อียูต้องการคำตอบจากสหราชอาณาจักร เรื่องสิทธิพลเมืองของตน

brexit Image copyright Getty Images

ผู้นำสหภาพยุโรป (อียู) 27 ชาติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์แนวทางการเจรจากับสหราชอาณาจักร กรณีการถอนตัวออกจากสมาชิกภาพสหภาพยุโรป (เบร็กซิท)

ผู้สื่อข่าวบีบีซีรายงานว่า ในการประชุมที่กรุงบรัสเซลส์เมื่อวันเสาร์ (29 เม.ย.) ผู้นำชาติอียูเห็นชอบแนวทางดังกล่าวอย่างรวดเร็ว โดยนายโดนัลด์ ทัสก์ ประธานคณะมนตรียุโรปได้ออกแนวทางการเจรจาฉบับนี้เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 31 มี.ค. ที่ผ่านมา

การเจรจากับสหราชอาณาจักรจะเริ่มต้นหลังการเลือกตั้งทั่วไปในสหราชอาณาจักรในวันที่ 8 มิถุนายน และเส้นตายของการเจรจากำหนดไว้ที่วันที่ 29 มีนาคม 2019

Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ ที่ประชุมเห็นชอบแนวทางการเจรจากับสหราชอาณาจักรอย่างรวดเร็ว

นายทัสค์ได้เรียกร้องให้สหราชอาณาจักรนำเสนอหลักประกันที่เป็นรูปธรรมชัดเจน กรณีสิทธิของพลเมืองอียูในสหราชอาณาจักร เขาชี้ว่าดูเหมือนสหราชอาณาจักรประเมินถึงความยุ่งยากด้านเทคนิคในการเจรจาเบร็กซิทต่ำไป

ประธานคณะมนตรียุโรปต้องการให้รัฐบาลสหราชอาณาจักรเสนอแนวทางที่ชัดเจนว่าจะเกิดอะไรกับพลเมืองอียูที่อยู่ในสหราชอาณาจักร หลังการถอนตัว เขาบอกว่าสิทธิของพลเมืองอียูที่อาศัย ทำงาน และศึกษาอยู่ในสหราชอาณาจักรถือเป็นเรื่องสำคัญเร่งด่วนที่สหราชอาณาจักรต้องจัดการ ก่อนจะสามารถเปิดการเจรจาเรื่องความสัมพันธ์ด้านอื่นกับอียูได้

ขณะนี้มีพลเมืองสหราชอาณาจักรอาศัยอยู่ในกลุ่มประเทศอียู และพลเมืองอียูอาศัยอยู่ในสหราชอาณาจักรราว 4.5 ล้านคน

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นายโดนัลด์ ทัสค์ต้องการคำตอบจากสหราชอาณาจักรเรื่องสิทธิของพลเมืองอียูในสหราชอาณาจักร

แนวทางการเจรจาดังกล่าวกำหนดว่าการเจรจาแยกตัวจะต้องเห็นชอบในประเด็นสำคัญ 3 เรื่อง

  • สิทธิของพลเมืองจากกลุ่มประเทศอียูที่อยู่ในสหราชอาณาจักร และพลเมืองสหราชอาณาจักรที่อยู่ในอียู
  • ความรับผิดชอบภาระทางการเงินของสหราชอาณาจักรในฐานะรัฐสมาชิกอียู
  • ข้อตกลงเพื่อเลี่ยงมาตรการที่เข้มงวดบริเวณพรมแดนระหว่างสาธารณรัฐไอร์แลนด์กับไอร์แลนด์เหนือ

เมื่อประเด็นดังกล่าวนี้ "มีความคืบหน้ามากพอ" จึงสามารถเปิดฉากการเจรจาเรื่องความสัมพันธ์ในอนาคตระหว่างสหราชอาณาจักรกับอียูได้

นายฌอง-คล็อด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวย้ำเมื่อวันเสาร์ว่า การเจรจาแยกตัวในประเด็นดังกล่าวไม่สามารถมีขึ้นควบคู่ไปกับการเจรจาเรื่องการค้าในอนาคตระหว่างอียูกับสหราชอาณาจักรได้

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสหราชอาณาจักรกลับพยายามผลักดันให้มีขึ้นควบคู่กัน