เพิ่มเติม: ร้องสัญญาซื้อเรือดำน้ำส่อ “โมฆะ”

พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการ ทร. นำทีมแถลงยืนยันความโปร่งใสในการจัดซื้อเรือดำน้ำสัญชาติจีน เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2560 ก่อนเป็นผู้แทน ผบ.ทร.ไปลงนามในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างเรือ Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ พล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการ ทร. นำทีมแถลงยืนยันความโปร่งใสในการจัดซื้อเรือดำน้ำสัญชาติจีน เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2560 ก่อนเป็นผู้แทน ผบ.ทร.ไปลงนามในสัญญาว่าจ้างก่อสร้างเรือ

มือกฎหมายรัฐบาลยืนยัน สัญญาจัดซื้อเรือดำน้ำจีนไม่เข้าข่ายหนังสือสัญญาที่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตาม ม.178 ของรัฐธรรมนูญ หลัง ศรีสุวรรณยื่นตรวจสอบเป็นโมฆะหรือไม่

แม้รัฐบาลไทย-จีนจะบรรลุความตกลงในการจัดซื้อเรือดำน้ำ รุ่น Yuan Class S26T จากประเทศจีนเป็นที่เรียบร้อย และส่งพล.ร.อ.ลือชัย รุดดิษฐ์ เสนาธิการทหารเรือ (ทร.) ในฐานะประธานกรรมการบริหารโครงการจัดหาเรือดำน้ำ เป็นผู้แทนไปลงนามความตกลงกับบริษัท CHINA SHIPBUILDING & OFFSHORE INTERNATIONAL CO., LTD. (CSOC) ในฐานะผู้แทนรัฐบาลจีน ในลักษณะรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) เมื่อวันที่ 5 พ.ค. ที่ผ่านมา เพื่อว่าจ้างสร้างเรือดำน้ำลำแรก ภายใต้งบประมาณ 13,5000 ล้านบาท แต่ล่าสุดความฝันในการมีเรือดำน้ำเข้าประจำการในกองทัพเรือไทยอาจสะดุดลง เมื่อนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ขอให้เสนอเรื่อง พร้อมความเห็นต่อศาลปกครองพิจารณาว่าการจัดซื้อครั้งนี้เป็น "โมฆะ" หรือไม่ใน 2 ประเด็น

ประเด็นแรกคือ การดำเนินการของ ทร.เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ.วิธีงบประมาณ พ.ศ.2502 หรือไม่ เนื่องจากเป็นการก่อหนี้ผูกพัน 7 ปี ต้องเสนอให้ ครม.อนุมัติภายใน 60 วันนับแต่วันที่ 1 ต.ค. 2559 คือภายใน 30 พ.ย. 2559 แต่ครม.เพิ่งมาอนุมัติโครงการจัดซื้อเรือดำน้ำ วันที่ 18 เม.ย. 2560 อาจทำให้มติ ครม.ตกเป็น "โมฆะ"

อีกประเด็นคือ การลงนามซื้อเรือดำน้ำเป็นแบบจีทูจี ซึ่งต้องดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 เสียก่อน คือต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ซึ่งในที่นี้คือสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แต่ ทร.กลับลุกลี้ลุกลนไปลงนามในสัญญาจัดซื้อ โดยไม่คำนึงถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนถึงความไม่เหมาะสมในช่วงที่ประเทศกำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ รวมทั้งอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)

Image copyright BBC THAI
คำบรรยายภาพ นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน ให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลปกครองพิจารณาว่าการจัดซื้อเรือดำน้ำจีนเป็น "โมฆะ" หรือไม่

ผู้เชี่ยวชาญกม. ย้ำต้องเข้าสภา ก่อนเซ็นสัญญาจีน

การออกมาเคลื่อนไหวของนายศรีสุวรรณเกิดขึ้น หลังจากนายปรีชา สุวรรณรัฐ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายงบประมาณ ออกมาตั้งข้อสังเกตในทั้ง 2 ประเด็นนี้ บีบีซีไทยจึงย้อนกลับไปขอความเห็นจากนายปรีชา ทั้งนี้เรื่องมติ ครม.วันที่ 18 เม.ย. 2560 เป็นโมฆะหรือไม่ นายปรีชาไม่ติดใจ โดยพิจารณาจากข้อมูลคำชี้แจงของนายสมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ที่ยืนยันว่าในปีงบประมาณ 2560 สำนักงบประมาณได้รวบรวมรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณเสนอรัฐบาล จนมีมติ ครม.เมื่อวันที่ 25 ต.ค.2559 จึงถือเป็นการดำเนินการตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว

"ประเด็นเรื่องมติ ครม. เป็นโมฆะหรือไม่ ผมถือว่าไม่มีน้ำหนักแล้ว แต่ขึ้นอยู่ว่าข้อมูลของ ผอ.สำนักงบประมาณเป็นความจริงหรือไม่" นายปรีชากล่าว

แต่เรื่องการทำสัญญาของ ทร. ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ คือสิ่งที่นายปรีชาให้ความสนใจ เพราะตามมาตรา 178 กำหนดให้การทำสัญญากับนานาประเทศ/องค์การระหว่างประเทศที่มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือหนังสือสัญญาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุนของประเทศอย่างกว้างขวาง ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา

"ทร.ขอก่อหนี้ผูกพันเป็นหมื่นล้านบาท นี่ย่อมมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจมหาศาล ดังนั้นต้องนำเรื่องไปขอความเห็นชอบจาก สนช.ก่อน แม้เราไม่ได้คาดหวังตรงนี้ เพราะอย่างไร สนช.ก็ผ่านให้อยู่แล้ว แต่ทุกองค์กรมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ การที่ ทร.ชิงไปลงนามกับจีน อาจทำให้หนังสือสัญญานี้ตกเป็นโมฆะได้" นายปรีชาระบุ

Image copyright GUANG NIU/POOL/GETTY IMAGES

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความชัดเจน นายปรีชาเสนอให้ ครม. ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าหนังสือข้อตกลงจัดสร้างเรือดำน้ำจีนในครั้งนี้ เข้าข่ายสัญญาตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญหรือไม่

กรธ. ชี้เป็นอำนาจศาล รธน.ตีความ

ขณะที่นายนรชิต สิงหเสนี กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และอดีตปลัดกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า เจตนารมณ์ของมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ เป็นไปในลักษณะเดียวกับมาตรา 190 ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 คือ

การทำสัญญาความตกลงระหว่างประเทศที่มีความสำคัญ มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทย หรือหนังสือสัญญาที่อาจมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการค้า หรือการลงทุน ต้องนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาก่อน ส่วนสัญญาจ้างสร้างเรือดำน้ำกับทางการจีน จะเข้าข่ายตามมาตรา 178 หรือไม่ กรธ.ไม่มีหน้าที่วินิจฉัย แต่ถ้ามีประเด็น และมีผู้ยื่นคำร้องไป ก็เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นผู้ตีความ

รองนายกฯ ยืนยันไม่เขาเกณฑ์ ม.178

ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า การเสนอของบประมาณ หากมีความจำเป็นก็สามารถพิจารณาได้ โดยไม่ผิดขั้นตอนอะไร และกรณีนี้ผู้เกี่ยวข้องได้ให้ความเห็นแล้วว่าไม่เข้าข่ายมาตรา178 ของรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ว่าสัญญาทุกประเภท จะต้องเข้าข่ายมาตรานี้

นายวิษณุบอกด้วยว่า ผู้เกี่ยวข้องยืนยันว่ากระบวนการจัดซื้อเรือดำน้ำทำถูกต้อง

ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธจะใตอบคำถามสื่อมวลชนถึงการส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความตามมาตรา 178 โดยบอกว่า "ไม่เอาแล้ว ขี้เกียพูด อย่ามาพูดเรื่องเรือดำน้ำกับผมอีก"

ด้านเว็บไซด์กรุงเทพธุรกิจรายงานว่า พล.ร.อ.จุมพล ลุมพิกานนท์ หัวหน้าคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำผู้บังคับบัญชา ในฐานะโฆษก ทร. ระบุว่า "เป็นหน้าที่ของนายศรีสุวรรณที่ต้องการตรวจสอบความถูกต้อง ถือเป็นสีสันในสังคม" พร้อมยืนยันว่า ทร.ทำทุกอย่างตามระเบียบ ขั้นตอน และข้อกฎหมาย ซึ่งที่ผ่านมาทางอัยการสูงสุดได้เข้ามาดูแลเรื่องกฎหมายโครงการนี้ตั้งแต่ต้น ดังนั้นขอให้มั่นใจว่าการลงนามเป็นไปตามกฎหมายอย่างแน่นอน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง