สแกนนิ้วแลกซิมมือถือ สกัดภัยมั่นคง?

Scan finger Image copyright Stephen Chernin/Getty Images

ในอีก 6 วันข้างหน้า ประชาชนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องสแกนลายนิ้วมือ แลกกับการซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน เพื่อป้องกันการใช้มือถือจุดชนวนระเบิด ล่าสุดที่ปรึกษารองนายกฯมั่นคงวอนอย่ามองเป็นเรื่อง "พลเมืองชั้น 2" แต่เป็น "พื้นที่มั่นคง" ขณะที่ผอ.ศูนยเฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ไม่แน่ใจมาตรการได้ผล เพราะผู้ก่อเหตุมักใช้ "ซิมเถื่อน" จุดระเบิด

รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) กล่าวกับบีบีซีไทยว่ามีความจำเป็นต้องนำระบบพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคลด้วยการให้สแกนลายนิ้วมือผู้ซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบเติมเงิน (พรีเพด) มาใช้ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา เพื่อลดปัญหาอาชญากรรมใน "พื้นที่ความมั่นคง" ซึ่งลายนิ้วมือที่สแกนไปจะถูกนำไปเทียบเคียงกับลายนิ้วมือที่อยู่ในบัตรประชาชน เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นบุคคลเดียวกันหรือไม่ เนื่องจากที่ผ่านมา มีการนำโทรศัพท์มือถือมาใช้ก่อเหตุการณ์ไม่สงบบ่อยครั้ง โดยถือเป็นโครงการนำร่องก่อนขยายไปใช้ทั้งประเทศ

"ไม่อยากให้คิดว่าประชาชนในพื้นที่เป็นพลเมืองชั้น 2 เพราะต้องยอมรับความจริงว่าจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นพื้นที่ความมั่นคง จึงต้องคัดกรองเข้มข้นกว่าจุดอื่นๆ เพื่อความปลอดภัยของคนส่วนรวม" รศ.ดร.ปณิธานกล่าว

ที่ปรึกษารองนายกฯ กล่าวว่า หากเห็นว่าเจ้าหน้าที่ทำอะไรแล้วไปละเมิดสิทธิของประชาชนอย่างร้ายแรง ก็มีช่องทางให้ร้องเรียนร้องทุกข์ได้อยู่แล้ว โดยปัจจุบันมีองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) สากลกว่า 10 องค์กรสังเกตการณ์อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สามารถประสานพูดคุยกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.) ภาค 4 ส่วนหน้าได้เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการรักษาความสงบในพื้นที่กับการใช้ชีวิตประจำวันของประชาชน

Image copyright MADAREE TOHLALA/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ทหารและหน่วยเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ หลังทหารนายหนึ่งถูกโจมตีขณะปฏิบัติหน้าที่ ที่อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เมื่อวันที่ 17 พ.ย.2559

ผอ.ศูนย์เฝ้าระวังใต้ชี้ป่วนใต้อาศัย "ซิมเถื่อน"

ด้าน ผศ.ดร.ศรีสมภพ จิตร์ภิรมย์ศรี อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ภาคใต้ (Deep South Watch) ให้ความเห็นว่า ที่ผ่านมา มาตรการจัดระเบียบโทรศัพท์มือถือระบบเติมเงิน ที่กำหนดให้ผู้ซื้อซิมการ์ดต้องลงทะเบียนโดยใช้เลขบัตรประจำตัวประชาชน 13 หลัก สามารถควบคุมและป้องกันการจุดชนวนระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือได้ในระดับหนึ่ง เพราะถ้านำซิมการ์ดระบบเติมเงินจากนอกพื้นที่ 3 จังหวัดภาคใต้มาใช้ ก็จะถูกระงับสัญญาณเมื่อเข้าพื้นที่ เว้นแต่นำเครื่องไปลงทะเบียนที่ศูนย์ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ อย่างไรก็ตาม ในระยะหลังซิมการ์ดที่นำมาใช้ก่อเหตุการณ์ไม่สงบในพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็น "ซิมเถื่อน" ที่ลักลอบนำมาจากประเทศเพื่อนบ้าน จึงไม่แน่ใจว่าการให้ประชาชนที่ซื้อซิมการ์ดใหม่สแกนลายพิมพ์นิ้วมือ จะตอบโจทย์การแก้ปัญหาความไม่สงบได้จริงหรือไม่ อีกทั้งอาจสร้างความลำบากต่อวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ เพราะขณะนี้ยังไม่มีการประชาสัมพันธ์ว่าต้องไปลงทะเบียนที่ไหน อย่างไร และคนที่เคยลงทะเบียนด้วยเลข 13 หลักไปแล้วต้องไปลงทะเบียนใหม่หรือไม่

ความพยายามจัดระเบียบซิมการ์ด สกัดภัยมั่นคง

ความพยายามจัดระเบียบซิมการ์ดมือถือระบบเติมเงินเกิดขึ้นต่อเนื่อง เริ่มต้นตั้งแต่ยุครัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร เพื่อป้องกันการใช้โทรศัพท์มือถือจุดชนวนระเบิดในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในช่วงปี 2548 โดยให้ประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นำเลขบัตรประชาชน 13 หลักมาลงทะเบียนมือถือ ปรากฏว่ามีผู้มาลงทะเบียน 8.67 แสนเลขหมาย เมื่อซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือกลายเป็น "ของหายาก" ฝ่ายผู้ก่อการจึงหันไปใช้วิธีอื่นๆ ในการจุดชนวนระเบิด อย่างปี 2549 พบการใช้นาฬิกาแบบเข็มจุดระเบิด ต่อมาปี 2552 มีการนำวิทยุสื่อสารมาใช้จุดชนวนระเบิดคาร์บอมบ์ และใช้มาถึงปัจจุบันโดยเฉพาะเหตุครั้งใหญ่ๆ

Image copyright JEROME TAYLOR/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ตำรวจได้ปิดกั้นพื้นที่ตลาดบางเนียง อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา หลังถูกลอบวางเพลิงและระเบิดขนาดเล็ก เมื่อวันที่ 12 ส.ค. 2559 โดยถือเป็น 1 ใน 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบนที่เกิดเหตุการณ์ไม่สงบขึ้น ซึ่งตำรวจระบุว่าบางพื้นที่ใช้โทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดจากประเทศเพื่อนบ้านก่อเหตุ

เข้าสู่ยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่คำนึงถึงมิติความมั่นคงเหนือสิ่งอื่นใด มีความพยายามยกระดับมาตรการจัดระเบียบซิมการ์ดไปอีกขั้นหนึ่ง โดยให้ประชาชนที่ใช้มือถือระบบเติมเงิน ลงทะเบียนยืนยันซิมทั้งประเทศช่วงปี 2558 ไม่อย่างนั้นจะใช้งานไม่ได้ หรือที่เรียกว่า "ซิมดับ" ปรากฏว่ามียอดทะเบียน 69.5 ล้านเลขหมาย แต่เหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ก็ยังใช้โทรศัพท์มือถือก่อเหตุอยู่ เช่น กรณีเหตุระเบิด 7 จังหวัดภาคใต้ตอนบน ที่พบหลักฐานการจุดชนวนระเบิดจากโทรศัพท์มือถือและซิมการ์ดที่นำเข้าจากประเทศมาเลเซีย หรือในระยะหลัง ฝ่ายผู้ก่อการได้หันไปดัดแปลงแผงวงจรโทรศัพท์มือถือให้ตั้งเวลาจากมือถือให้ระเบิดแทน โดยไม่ต้องใช้ซิมการ์ด ซึ่งการพิมพ์ลายนิ้วมือ เป็นขั้นตอนหนึ่งในการประสานงานกับมาเลเซียเพื่อระบุตัวบุคคล ในกรณีผู้ก่อเหตุเข้ามาก่อเหตุในประเทศเสร็จแล้วข้ามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน

รัฐบาลนายทักษิณ

  • พ.ย. 2548 กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ขอความร่วมมือผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ ให้ลงทะเบียนผู้ซื้อซิมการ์ดแบบเติมเงิน ณ จุดขาย ทั้งรายเก่าและรายใหม่ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
  • ตามมาตรา 11 แห่งพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ประกาศให้การซื้อขายซิมการ์ดต้องมีหลักฐานการแสดงตน ตามที่กระทรวงไอซีทีกำหนด
  • ม.ค. 2549 ไทย-มาเลเซียเห็นควรให้ทำข้อตกลงร่วมกัน ในการลดกำลังส่งสัญญาณโทรศัพท์มือถือข้ามชายแดนไทย-มาเลเซีย ซึ่งมีรัศมี 1.5-5 กิโลเมตร และให้กองอํานวยการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กอ.สสส.จชต.) กำหนดพื้นที่เสี่ยงต่อการจุดชนวนระเบิดตามแนวชายแดน 2 ประเทศด้วยซิมการ์ดที่ใช้สัญญาณโทรศัพท์จากมาเลเซีย
  • ก.ค. 2549 กระทรวงไอซีทีแจ้งผู้ประกอบการมือถือระงับการให้บริการซิมการ์ดที่ถูกขโมยไปทั้งหมด และระงับการให้บริการมือถือระบบเติมเงินที่ยังไม่จดทะเบียนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขณะนั้นพบว่ามีผู้มาลงทะเบียนซิมการ์ดในพื้นที่ 8.67 แสนเลขหมาย

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

  • ก.ค. 2558 สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ให้ประชาชนที่ใช้โทรศัพท์มือถือระบบเติมเงินลงทะเบียนซิมการ์ด ก่อน "ซิมดับ" ขณะนั้นมีผู้มาลงทะเบียนซิมการ์ดทั้งประเทศ 69.5 ล้านเลขหมาย คิดเป็นร้อยละ 81.3 ของผู้ใช้บริการซิมเติมเงิน 85.5 ล้านเลขหมายทั่วประเทศ
  • ส.ค. 2558 สำนักงาน กสทช. ออกคำสั่งแจ้งผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือ แจ้งยกเลิกการให้บริการโทรศัพท์มือถือระบบเติมเงินที่ไม่ได้ไปลงทะเบียน
  • 2559 กสทช. และธนาคารแห่งประเทศไทย มีแนวคิดให้ลงทะเบียนซิมการ์ดใหม่ ด้วยการสแกนลายนิ้วมือของเจ้าของเลขหมาย เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือ และรองรับการใช้บริการพร้อมเพย์
  • 1 มิ.ย.2560 กสทช.นำร่องนำระบบสแกนลายนิ้วมือผู้ซื้อซิมการ์ดระบบเติมเงินรวม 30 จุด แบ่งเป็นในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 2 อำเภอในจังหวัดสงขลา รวม 25 จุด และ กทม. 5 จุด

ไทยไม่ใช่ประเทศแรกให้ "สแกนนิ้ว" แลกซิม

ไทยไม่ใช่ประเทศแรกที่ให้สแกนนิ้วเพื่อแลกกับการซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือระบบเติมเงิน เพราะรัฐบาลปากีสถานเคยออกนโยบายกำหนดให้ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือร่วม 103 ล้านเลขหมาย ไปลงทะเบียนด้วยการพิมพ์ลายนิ้วมือภายใน 15 เม.ย.2558 หลังเกิดเหตุโจมตีโรงเรียนสังกัดกองทัพในเมืองเปชาวาร์ เมื่อเดือน ธ.ค.2557 โดยผู้ก่อการร้ายใช้โทรศัพท์มือถือจุดระเบิด ทำให้นักเรียนและครูเกือบ 150 คนต้องเสียชีวิต วอชิงตันโพสต์รายงานว่า ลายนิ้วมือของเจ้าของโทรศัพท์มือถือ จะถูกนำไปเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลเอกลักษณ์บุคคลของรัฐบาลปากีสถานที่เริ่มสร้างขึ้นในปี 2548

ข่าวที่เกี่ยวข้อง