เบื้องหลังโฆษณาไอศกรีมไวรัล ที่คล้ายละครจักรๆ วงศ์ๆ ของไทย

โฆษณาไอศกรีมอินโดนีเซีย Image copyright Dok. Indoeskrim

วิดีโอที่คล้ายกับละครจักร ๆ วงศ์ ๆ ย้อนยุค แต่กลับมีการใช้สมาร์ทโฟนเหมือนในปัจจุบัน สร้างเสียงหัวเราะจนกลายเป็นกระแสในโวเชียลมีเดียในหลายประเทศ รวมทั้งประเทศไทย แท้จริงแล้วเป็นส่วนหนึ่งของโฆษณาไอศกรีมรสใหม่ ตรา Nusantara

โฆษณาชื่อ "เรื่องราวของตำนานกลุ่มเกาะ" ที่กำกับโดย ดีมาส จายาดีนิงรัท เริ่มต้นเรื่องราวจากฉากของสองพี่น้อง ซึ่งกำลังต่อสู้กันเพื่อแก่งแย่งอาหาร

เมื่อการต่อสู่บ้านปลายจนแม่ของพวกเขาต้องเข้ามาห้ามปรามแต่ก็ไม่สำเร็จ ทำให้เธอต้องหยิบสมาร์ทโฟน พร้อมเคสมือถือสุดสะดุดตา เพื่อโทรหาสามีของเธอ ผู้ซึ่งกำลังขี่นกยักษ์

"ฉันกำลังมาแล้ว" ฝ่ายสามีกล่าวอย่างอาจหาญขณะที่เช็คแผนที่บน Google Maps บนมือถือของเขา ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นที่น่าฉงนสำหรับผู้เคยชินกับละครย้อนยุค ซึ่งไม่ควรมีโทรศัพท์มือถือใช้กันทุกคนแบบนี้

Image copyright Dok. Indoeskrim

วิดีโอนี้มียอดชมหลายหมื่นครั้งบนยูทิวบ์ และยังเป็นที่พูดถึงอย่างแพร่หลายบนโซเชียลมีเดียอื่นๆ โดยบนบัญชีของ 9Gag บนอินสตาแกรมมียอดเข้าชมสูงถึง 9 ล้านครั้ง ซึ่งทางผู้กำกับบอกกับ บีบีซี อินโดนีเซีย ว่าเขาไม่ได้คาดหวังว่าโฆษณาตัวนี้จะกลายเป็นกระแสในโลกออนไลน์ได้ขนาดนี้

"โฆษณาดิจิตัลต้องน่าสนใจเข้าไปอีก เพราะคนสามารถกดคลิกแล้วหยุดดูได้ง่ายๆ และไปดูอย่างอื่นแทน" ผู้กำกับชาวอินโดนีเซียกล่าว

เขายังบอกอีกด้วยว่าโฆษณาในสื่อดิจิตัล จำเป็นต้องใช้วิธีการที่ต่างจากโฆษณาทีวีทั่วไป และการแข่งขันเพื่อแย่งความสนใจของคนดูสมัยนี้เป็นเหตุผลให้เขาเปลี่ยนความคิดเดิมจากลูกค้า และหันมาใช้โปรดักชั่นละครแบบจักรๆ วงศ์ๆ อย่างจริงจังในการทำโฆษณาล้อเลียนชิ้นนี้

"ในความเห็นของผม คนใช้อินเทอร์เน็ตมักจะชอบอะไรที่ตลกๆ ยิ่งดูพังเท่าไหร่ ยิ่งสนุกเท่านั้น เราชอบเล่นมุกตลกล้อเลียนตัวเราเอง"

นอกจากในอินโดนีเซียแล้ว โฆษณาดังกล่าวยังกลายเป็นที่นิมยมในหมู่ผู้ชมคนไทย เพราะทำให้นึกถึงละครจักรๆ วงศ์ๆ ที่มีการใช้เทคนิคการถ่ายทำคล้ายๆ คน จนเป็นประแสพูดถึงอย่างกว้างขวางเช่นกัน

ขณะที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจำนวนมากชื่นชมโฆษณาชิ้นนี้ว่าทั้งตลกและมีเอกลักษณ์ ชาวอินโดนนีเซียหลายคนบอกว่านี่เป็นการไม่ให้เกียรติวัฒนธรรมของอินโดนีเซีย

แต่ทางดีมาสไม่เห็นด้วย "ผมไม่ได้โจมตีวัฒนธรรม มุกตลกของผมนี้มันเกี่ยวกับ ความเว่อร์ของละครทีวี ที่เราเห็นกันเป็นปกติในโทรทัศน์ ผมไม่ได้ต้องการจะทำให้ประวัติศาสตร์ของเราดูเป็นเรื่องไร้สาระ ผมไม่กล้าทำแบบนั้น เพราะตัวผมเองเป็นแฟนตัวยงของประวัติศาสตร์ราชอาณาจักรของอินโดนีเซีย"