เวียนนาครองแชมป์เมืองคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลก 9 ปีซ้อน

วิหารเซนต์สตีเฟน (Stephansdom)ใจกลางกรุงเวียนนาของออสเตรีย Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ วิหารเซนต์สตีเฟน (Stephansdom)ใจกลางกรุงเวียนนาของออสเตรีย

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า บริษัทให้คำปรึกษาทางธุรกิจชั้นนำ "เมอร์เซอร์" (Mercer) เผยผลการจัดอันดับเมืองน่าอยู่ที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตดีที่สุดในโลกประจำปี 2018 ปรากฏว่ากรุงเวียนนาของออสเตรียยังคงครองแชมป์เป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน

ผลการจัดอันดับดังกล่าว มาจากการสำรวจประเมินข้อมูลของเมืองใหญ่ทั่วโลก 231 แห่ง เกี่ยวกับปัจจัยซึ่งส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของพลเมืองหลายประการ เช่น เสถียรภาพทางการเมือง การดูแลระบบสาธารณสุข การศึกษา การคมนาคมขนส่ง กิจกรรมสันทนาการ และปัญหาอาชญากรรม

กรุงเวียนนาซึ่งมีประชากร 1.8 ล้านคน มีภูมิทัศน์ที่สวยงามและทรงคุณค่าทางวัฒนธรรม มีระบบการดูแลสุขภาพของรัฐที่ครอบคลุมทั่วถึง และมีค่าใช้จ่ายสำหรับที่อยู่อาศัยในระดับปานกลาง ส่วนเมืองที่ประชากรมีคุณภาพชีวิตดีเยี่ยมในอันดับรองลงมา ได้แก่ เมืองซูริกของสวิตเซอร์แลนด์, เมืองโอ๊กแลนด์ของนิวซีแลนด์, นครมิวนิกของเยอรมนี และนครแวนคูเวอร์ของแคนาดา ตามลำดับ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ซานฟรานซิสโกเป็นเมืองที่น่าอยู่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ โดยอยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก

ในปีนี้ยุโรปมีเมืองที่ติดอันดับคุณภาพชีวิตดีที่สุดถึง 8 แห่ง ใน 10 อันดับแรก โดยส่วนใหญ่เป็นเมืองในประเทศสวิตเซอร์แลนด์และเยอรมนี ส่วนเมืองน่าอยู่ที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือคือนครซานฟรานซิสโกของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 30 ของโลก เช่นเดียวกับกรุงแคนเบอร์ราของออสเตรเลีย

อย่างไรก็ตาม เมืองที่มีคุณภาพชีวิตในอันดับต่ำสุดยังคงเป็นกรุงแบกแดดของอิรักเช่นเดียวกับปีที่แล้ว และส่วนใหญ่เมืองที่มีคะแนนคุณภาพชีวิตในอันดับรั้งท้ายมักอยู่ในทวีปแอฟริกา ส่วนกรุงดามัสกัสของซีเรียซึ่งประสบกับภาวะสงครามกลางเมืองมาหลายปี อยู่ในอันดับที่ 225

สำหรับเมืองในภูมิภาคเอเชีย สิงคโปร์ติดอันดับคุณภาพชีวิตสูงสุดในลำดับที่ 25 ของโลก กรุงโตเกียวและนครโกเบของญี่ปุ่นอยู่ในอันดับที่ 50 เท่ากัน ส่วนนครไทเปของไต้หวัน และกรุงกัวลาลัมเปอร์ของมาเลเซียอยู่ในอันดับที่ 84 และ 85 นครเซี่ยงไฮ้ของจีนอยู่ในอันดับที่ 103 และกรุงเทพมหานครอยู่ในอันดับที่ 132

บริษัทเมอร์เซอร์ผู้จัดทำดัชนีชี้วัดดังกล่าวบอกว่า ผลการจัดอันดับนี้จะช่วยให้กิจการข้ามชาติสามารถประเมิน และตัดสินใจได้ว่า จำนวนเงินที่ต้องจ่ายชดเชยให้กับพนักงานที่ถูกส่งไปประจำในต่างประเทศนั้นควรจะเป็นเท่าใด โดยพิจารณาจากคุณภาพชีวิต และระดับความยากลำบากในการอยู่อาศัยของเมืองดังกล่าว