2559: ปีแห่งการ "บีบคอ" นักสิทธิมนุษยชนไทย

ในรอบปี 2559 มีนักสิทธิมนุษยชนอย่างน้อย 5 คน ต้องถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐฟ้องร้องดำเนินคดี เนื่องจากพวกเขาพยายามต่อสู้เพื่อปกป้องสิทธิตามกฎหมายของผู้ถูกละเมิด การถูกเล่นงานด้วยกลไกทางกฎหมายทั้งจากคู่กรณีภาครัฐ เอกชน หรือปัจเจกบุคคล ทำให้นักสิทธิมนุษยชนหลายรายยอมรับกับ บีบีซีไทย ว่า การทำงานของพวกกำลังเผชิญความเสี่ยงมากขึ้น ผู้เฝ้าระวังการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทยรายหนึ่งถึงกับยกให้บรรยากาศการทำงานของนักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนในปีที่แล้วว่า อยู่ในภาวะ "ถูกบีบคอให้ทำงานไม่ได้"

เมื่อกระบวนการยุติธรรม "ละเมิด" สิทธิมนุษยชน

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
น.ส.ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความของกลุ่มนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย

"ณ เวลานั้น กลัวอย่างเดียวว่าเราจะทำผิดจรรยาบรรณของทนายในการรักษาความลับของลูกความ"

น.ส.ศิริกาญจน์ เจริญศิริ ทนายความของกลุ่มนักศึกษาเพื่อประชาธิปไตย เล่าย้อนไปถึงคืนที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าล้อมรถยนต์ของเธอ เพื่อจะขอตรวจค้นและยึดโทรศัพท์มือถือและทรัพย์สินอื่นๆ ที่ลูกความ กลุ่มนักศึกษานักกิจกรรม 14 คน ได้ฝากไว้ หลังจากที่พวกเขาถูกจับกุมในข้อหาฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ห้ามชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คน เมื่อวันที่ 25 มิ.ย.2558 เธอยืนกรานปฎิเสธคำสั่งของเจ้าหน้าที่ เนื่องจากพวกเขาไม่มีหมายค้น

เหตุการณ์วันนั้นทำให้ น.ส.ศิริกาญจน์ถูกดำเนินคดีในข้อหาไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และหลบซ่อนพยานหลักฐาน เธอยังถูกฟ้องร้องอีกหนึ่งคดีข้อหาแจ้งความเท็จด้วย อันเป็นผลจากที่เธอได้เข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวนว่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการที่จะค้นรถยนต์ส่วนตัว โดยไม่มีหมายค้น

Image copyright ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน
คำบรรยายภาพ น.ส.ศิริกาญจน์ เดินทางมารับทราบข้อกล่าวหาที่ สน.ชนะสงคราม เมื่อวันที่ 9 ก.พ.2559

ล่าสุด เมื่อเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา นับเป็นเวลากว่า 1 ปีหลังจากวันเกิดเหตุ เธอได้รับหมายเรียกในอีกหนึ่งคดีข้อหาร่วมกันยุยงปลุกปั่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และร่วมชุมนุมทางการเมืองตั้งแต่ 5 คน ขึ้นไป เป็นการฝ่าฝืนคำสั่งหัวหน้า คสช. โดยในหมายยังระบุถึงลูกความของเธอว่าเป็นผู้ต้องหาคดีนี้ด้วย

น.ส.ศิริกาญจน์ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การถูกเจ้าพนักงานฟ้องร้องดำเนินคดีดังกล่าวเป็นการตอกย้ำถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่กระบวนการยุติธรรมได้ละเมิดสิทธิมนุษยชน และคุกคามการทำหน้าที่ของทนายความซึ่งทำหน้าที่ปกป้องสิทธิของผู้ที่ออกมาชุมนุมโดยสันติ และสร้างความหวาดกลัวให้กับทนายคนอื่น ๆ ที่จะเข้ามาทำงานปกป้องสิทธิของลูกความ และอีกทางหนึ่งอาจทำให้นักกิจกรรมหรือประชาชนทั่วไปไม่กล้าที่จะแสดงความคิดเห็นต่างจากรัฐ

พื้นที่ชายแดนใต้กับรายงานการละเมิดสิทธิมนุษยชน

Image copyright Wasawat lukharang / bbc thai

26 มิ.ย.2559 น.ส.นริศราวัลถ์ แก้วนพรัตน์ หลานสาวของ พลทหารวิเชียร เผือกสม ซึ่งเสียชีวิตระหว่างฝึกซ้อมทหารใหม่ในค่ายทหารที่จังหวัดนราธิวาส ถูกเชิญตัวจากสถานที่ทำงานมาที่สถานีตำรวจนครบาลมักกะสันอย่างกะทันหัน โดยที่เธอไม่ได้รับหมายเรียกหรือคาดคิดว่าตัวเองจะถูกฟ้องในข้อหาใดมาก่อน

ในช่วงเย็นวันนั้น เธอถูกนำตัวไปยังสถานีตำรวจภูธรเมืองนราธิวาส เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาที่ ร้อยเอกภูริ เพิกโสภณ ผู้บังคับหน่วยที่น้าชายของเธอร่วมฝึกทหารใหม่ ได้แจ้งความดำเนินคดีในข้อหากระทำผิดฐานหมิ่นประมาท และมีความผิดตาม พระราชบัญญัติ (พรบ.) ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 จากการที่เธอได้โพสต์ข้อความในโซเชียลมีเดียเปิดเผยข้อมูลเพื่อเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับการเสียชีวิตของน้าชาย

ด้าน พันเอกปราโมทย์ พรหมอินทร์ โฆษกกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า กล่าวกับบีบีซีไทยว่า การดำเนินคดีกับ น.ส.นริศราวัลถ์ โดยผู้แจ้งความเป็นนายทหารที่ดูแลหน่วยงานที่ฝึกซ้อมทหารในห้วงเวลานั้น ถือว่าเป็นเรื่องส่วนตัว และทางกองทัพได้พยายามดำเนินการกับทหารที่เกี่ยวข้องอยู่ มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนและสั่งพักราชการนายทหารที่มีชื่อปรากฏตามผลการสอบสวนหลังด้วย โดยทั้งสามคนอยู่ในกระบวนการถูกดำเนินคดี

Image copyright Facebook
คำบรรยายภาพ น.ส.นริศราวัลถ์: ''หากเมย์ทำผิดจริง เมย์ก็ยินดีรับโทษตามกฎหมายค่ะ แต่ถ้าพิสูจน์แล้วไม่ผิด เจอฟ้องกลับทั้งทางแพ่งและอาญา"

หลังจากถูกจับกุม น.ส.นริศราวัลถ์ โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า ตนเองได้ต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม เพราะฉะนั้นก็พร้อมให้กระบวนการยุติธรรมตรวจสอบเช่นกัน

อีกด้านหนึ่ง นักรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนในจังหวัดชายแดนใต้ 3 คน คือ นายสมชาย หอมละออ น.ส.พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ และ น.ส.อัญชนา หีมมีหน๊ะ ได้กลายเป็นคู่กรณีกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคงเช่นกัน หลังจากที่ถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาทเจ้าหน้าที่รัฐ จากการจัดทำและเผยแพร่รายงานเรื่องการซ้อมทรมานโดยเจ้าหน้าที่ในจังหวัดชายแดนใต้ ระหว่างปี 2557-2558 ซึ่งระบุว่ามีคนกลุ่มหนึ่งไม่ต่ำกว่า 50 คนถูกซ้อมทรมานในช่วงเวลาดังกล่าว ต่างกรรม ต่างวาระกัน โดยการเผยแพร่ข้อมูลยังทำให้มีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์ด้วย

คำบรรยายภาพ อัญชนา หีมมีหน๊ะ (ซ้าย) พรเพ็ญ คงขจรเกียรติ (กลาง) และ สมชาย หอมละออ เข้ารับฟังข้อกล่าวหาที่สถานีตำรวจภูธรปัตตานี เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2559

พ.อ.ปราโมทย์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทยถึงกรณีดังกล่าวว่า มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบสวนเรื่องนี้ไปแล้ว และพยายามขอรายละเอียดของผู้อยู่ในรายชื่อถูกซ้อมทรมาน แต่ไม่ได้รับความร่วมมือ จึงจำเป็นต้องขออำนาจศาลให้สั่งให้นักสิทธิทั้งสามคนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และเปิดเผยข้อมูลในเรื่องของการซ้อมทรมาน และหากพบว่าข้อมูลบิดเบือนก็สมควรได้รับโทษฐานทำลายเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของเจ้าหน้าที่รัฐ

น.ส.พรเพ็ญ เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า การสืบสวนสอบสวนกรณีซ้อมทรมานควรจะดำเนินการโดยหน่วยงานที่เป็นอิสระและมีประสิทธิภาพ ให้มีการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้เสียหาย การเปิดเผยรายชื่อผู้ร้องเรียนต่อหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานเดียวกันกับผู้ถูกกล่าวหาอาจจะทำให้เกิดการข่มขู่คุกคามและส่งผลให้ผู้ที่ได้รับความเสียหายไม่กล้าร้องเรียนอีกต่อไป

เธอกล่าวต่อว่า ถ้าการทรมานเกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ การรวบรวมพยานหลักฐานจะทำได้ยากมาก เพราะมีปัญหาว่าสถานที่ควบคุมตัวมักจะเป็นที่ลับและไม่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบจากหน่วยงานภายนอก ซึ่งนี่เป็นปัญหาของการสอบสวนเรื่องเช่นนี้

"บีบคอ"

คำบรรยายภาพ นายสุณัย ผาสุข: ''นักสิทธิมนุษยชนถูกบีบคอ มันเป็นการฟ้องร้องเพื่อตอบโต้และปิดปากการเปิดโปงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชน''

ด้านนายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาประจำประเทศไทยขององค์การเพื่อสิทธิมนุษยชน ฮิวแมนไรท์วอทช์ ให้ความเห็นถึงสองกรณีดังกล่าวว่า ตามหลักสากลแล้ว รัฐมีพันธะที่จะคุ้มครองให้นักสิทธิมนุษยชนสามารถทำหน้าที่อย่างอิสระและปลอดภัย แต่ในประเทศไทยกลายเป็นว่ารัฐโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงมีท่าทีที่เห็นว่าการรายงานปัญหาการละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นการนำเสนอข้อมูลเท็จและมีเจตนาสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงแก่องค์กร

"จึงทำให้เกิดบรรยากาศที่นักสิทธิมนุษยชนถูกบีบคอ มันเป็นการฟ้องร้องเพื่อตอบโต้และปิดปากการเปิดโปงปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนทั้งจากหน่วยงานรัฐ จากเอกชน และปัจเจก" นายสุณัย กล่าวกับบีบีซีไทย

ไม่เพียงแต่นักสิทธิมนุษยชนระดับบุคคลที่เผชิญความยากลำบากในการทำงานในรอบปีที่ผ่านมา องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระดับนานาชาติถึง 2 องค์กร ต่างเผชิญอุปสรรคจากหน่วยงานความมั่นคงในการจัดงานแถลงข่าวเกี่ยวกับการเผยแพร่รายงานเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนในไทย โดยฮิวแมนไรท์วอทช์ เลือกการเผยแพร่รายงานสถานการณ์สิทธิมนุษยชนไทยประจำปีทางเว็บไซต์ โดยให้เหตุผลว่าบรรยากาศทางการเมืองทำให้ไม่สามารถจัดแถลงข่าวเหมือนทุกปีที่ผ่านมา

Image copyright Twitter
คำบรรยายภาพ รายงานเรื่อง "บังคับให้มันพูดให้ได้ภายในพรุ่งนี้: การทรมานและการปฏิบัติที่โหดร้ายในประเทศไทย" โดยแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล

ส่วนการแถลงข่าวของแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล เรื่องรายงานการทรมานและการปฎิบัติที่โหดร้ายโดยทหารและตำรวจในประเทศไทยก็ต้องยุติลงอย่างกะทันหัน หลังจากเจ้าหน้าที่สันติบาลและกระทรวงแรงงานได้เตือนว่าผู้บรรยายบนเวทีซึ่งเป็นชาวต่างชาติอาจถูกดำเนินคดีตามกฎหมายแรงงานของไทยได้ ถ้าขึ้นพูดโดยปราศจากใบอนุญาตทำงาน เรื่องนี้ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล กล่าวกับบีบีซีไทยว่ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกเลิกจัดงานดังกล่าว และเงื่อนไขการยกเลิกงานเปิดตัวรายงานดังกล่าวขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบงาน

แนวโน้มการที่นักสิทธิมนุษยชนจะถูกดำเนินคดี?

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวกับบีบีซีไทยว่า แม้ปีที่ผ่านมาไม่มีกรณีนักสิทธิมนุษยชนถูกคุกคามโดยขู่เอาชีวิต มีเพียงการหายตัวไปของนายเด่น คำแหล้ นักปกป้องสิทธิที่ดินชาวชัยภูมิวัย 65 ปี แต่อีกหลายคนกลับถูกคุกคามโดยการฟ้องร้องดำเนินคดีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งต่างจากในประเทศพัฒนาแล้ว ที่มีกฎหมายป้องกันการฟ้องคดีเพื่อปิดปาก หรือ Anti-SLAPP law ป้องกันไม่ให้มีการฟ้องร้องในลักษณะทีเป็นการคุกคามไม่ให้ปฎิบัติหน้าที่ แม้รัฐบาลไทยได้รับข้อเสนอแนะจากหลายประเทศในการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการหามาตรการเพื่อปกป้องคุ้มครองนักสิทธิมนุษยชน แต่จนบัดนี้ ก็ยังไม่ความเปลี่ยนแปลง

คำบรรยายภาพ นางอังคณา นีละไพจิตร: ''จุดเปลี่ยนในการคุุ้มครองนักสิทธิมนุษยชนต้องมาจากการที่รัฐยอมรับการทำงานของนักสิทธิมนุษยชนเอง''

นางอังคณามองว่าจุดเปลี่ยนในการคุุ้มครองนักสิทธิมนุษยชนต้องมาจากการที่รัฐยอมรับการทำงานของนักสิทธิมนุษยชนเอง ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐและการปกป้องสิทธิของประชาชน และรัฐเองก็มีหน้าที่เช่นเดียวกัน เช่น หากเกิดมีข้อกังวลว่าเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน รัฐก็ต้องชี้แจงและให้คนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนสามารถที่จะรู้ข้อมูล

ด้านนายสุณัย กล่าวทิ้งท้ายว่า การผ่าน พรบ. คอมพิวเตอร์ฉบับแก้ไขเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา นั้นจะทำให้มีการปิดปากรายงานด้านสิทธิมนุษยชนและตอบโต้นักสิทธิมนุษยชนได้ง่ายมากขึ้น เนื่องจาก พ.ร.บ ฉบับนี้มีปัญหาในเรื่องการตีความพฤตการณ์ความผิด เช่น การบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อความเป็นเท็จ หรือการผิดศีลธรรม ซึ่งประเด็นเหล่านี้ที่ผ่านมาก็มีปัญหาอยู่แล้ว ต่อไปก็จะทวีความเข้มข้นมากขึ้น

Image copyright Wasawat Lukharang
คำบรรยายภาพ ผู้เฝ้าระวังการละเมิดสิทธิมนุษยชนชี้ พรบ. คอมพิวเตอร์ฉบับแก้ไข จะทำให้มีการปิดปากรายงานด้านสิทธิมนุษยชนและตอบโต้นักสิทธิมนุษยชนได้ง่ายมากขึ้น

นายสุณัย ระบุด้วยว่า วิธีการใช้อำนาจของ คสช.ก็ยังเป็นปัจจัยหลักที่นำไปสู่การริดรอดสิทธิเสรีภาพ รวมถึงทำให้นักสิทธิมนุษยชนอยู่ในภาวะที่สุ่มเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี หรือทำให้รายงานด้านสิทธิมนุษยชนเป็นไปอย่างยากลำบาก นอกจากนี้ยังรวมทั้งการจำกัดไม่ให้สื่อมวลชนนำเสนอข้อมูลในทางวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ซึ่งนับเป็นการปิดปากทางหนึ่ง หรือการดำเนินคดีกับคนเห็นต่างและวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลให้ห้วงเวลาที่ผ่านมา

"บรรยากาศปัจจุบันเป็นสภาพที่ไม่เปิดให้มีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสรีและเป็นอิสระ บรรยากาศเช่นนี้ไม่ใช่บรรยากาศของสังคมที่จะเตรียมตัวกลับไปสู่ความเป็นประชาธิปไตย แต่เป็นบรรยากาศของสังคมที่ดิ่งลึกไปในความเป็นเผด็จการ"