รำลึกมาฆะ มารู้จักภิกษุณีที่ กม.ไทยไม่รับรอง

ภิกษุณีสงฆ์ Image copyright Kanjana Suthikul
คำบรรยายภาพ เมื่อเดือน ธ.ค. 2559 ภิกษุณีสงฆ์รวม 72 รูป ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง เพื่อไปเจริญเมตตาธรรมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 โดยเจ้าหน้าที่แจ้งกับภิกษุณีบางกลุ่มว่าภิกษุณีไม่มีสถานะนักบวช ต้องไปต่อแถวของประชาชนทั่วไป และให้แต่งกายในชุดดำ

ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 บีบีซีไทยร่วมระลึกวันมาฆบูชาและวันกตัญญูแห่งชาติ ด้วยรายงานพิเศษถึงความไม่เท่าเทียมระหว่างหญิงและชายในร่มกาสาวพัสตร์ หลังภิกษุณีสงฆ์ (ภิกษุณี สิกขมานา และสามเณรี) รวม 72 รูป ถูกปฏิเสธไม่ให้เข้าไปในพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง เพื่อ ไปเจริญเมตตาธรรมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (ร.9) เมื่อปลายปีที่แล้ว


"ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้น" คือคำถามที่หญิงหลายคน ไร้คิ้วและผม ห่มจีวรเหลืองเข้ม บอกกับบีบีซีไทยว่า จุดประกายให้พวกเธอละทิ้งชีวิตการงานและครอบครัว เพื่อเริ่มต้นใหม่ในฐานะนักบวชในพุทธศาสนา

"จะต้องทำอย่างนี้ไปอีกนานเท่าไหร่" รศ.ดร.ฉัตรสุมาลย์ กบิลสิงห์ อดีตนักวิชาการด้านปรัชญาและศาสนา ผู้เพียบพร้อมด้วยความสำเร็จทางด้านวิชาการและชื่อเสียง ตั้งคำถามกับตัวเองขณะจัดรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง เป็นสัญญาณว่าชีวิตทางโลกตลอดเวลาเกือบ 60 ปี คงจะเพียงพอแล้ว

Image copyright Wasawat lukharang / bbc thai
คำบรรยายภาพ ภิกษุณีธัมมนันทา เจ้าอาวาสวัตรทรงธรรมกัลยาณี ภิกษุณีอาราม จ.นครปฐม

วันนี้เธอเป็นที่รู้จักในนาม ภิกษุณีธัมมนันทา หรือ "หลวงแม่" เจ้าอาวาสวัตรทรงธรรมกัลยาณี ภิกษุณีอาราม จ.นครปฐม และเป็นภิกษุณีสายเถรวาทรูปแรกของประเทศไทย ซึ่งเดินทางไปอุปสมบทที่ประเทศศรีลังกาเมื่อปี 2546 หลังจากที่ผ่านการบวชสามเณรี เป็นเวลาครบ 2 ปี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

"หลวงแม่" เล่าให้ฟังว่า เหตุผลที่ต้องไปบวชที่ประเทศศรีลังกาเนื่องจากประกาศของสมเด็จพระสังฆราชฯ เมื่อ 90 ปีที่แล้ว สั่งห้ามภิกษุสงฆ์อุปสมบทให้ผู้หญิงเป็นภิกษุณี เป็นสิ่งที่คณะสงฆ์ไทยยึดถือมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้พระพุทธองค์บัญญัติให้การบวชภิกษุณีทำโดยสงฆ์ 2 ฝ่าย คือ ต้องบวชกับพระภิกษุณีสงฆ์ แล้วจึงบวชกับภิกษุสงฆ์ โดยผู้ที่จะเข้ามาเป็นภิกษุณีจะต้องรับครุธรรม 8 ประการ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการแสดงความเคารพต่อพระภิกษุ เป็นเงื่อนไขไว้ปกป้องสถานะของนักบวชหญิงไม่ให้คลอนแคลน เนื่องจากในสมัยพุทธกาลผู้หญิงยังไม่อยู่ในสถานะที่ผู้ชายจะเคารพสักการะ และถือศีลมากถึง 311 ข้อ ซึ่งพระวินัยที่มากกว่าพระสงฆ์เกี่ยวเนื่องกับความความแตกต่างด้านสรีระเป็นสำคัญ

Image copyright Wasawat lukharang / bbc thai
คำบรรยายภาพ ทุกวันพระและวันอาทิตย์ ภิกษุณีสงฆ์ วัตรทรงธรรมกัลยาณี ภิกษุณีอาราม จ.นครปฐม ออกบิณฑบาตรในหมู่บ้านละแวกวัตร โดยปฎิบัติต่อเนื่องมาเกือบ 20 ปีแล้ว

ภิกษุณีไทย 3 ระลอก

ในประเทศไทย มีการบันทึกเรื่องราวของภิกษุณีเป็นครั้งแรกในสมัยรัชกาลที่ 7 เมื่อครั้งที่นายนรินทร์ ภาษิต ให้ลูกสาว 2 คน คือ น.ส.สาระ วัย 18 ปี และ ด.ญ.จงดี วัย 13 ปี ออกบวชเป็นภิกษุณีและสามเณรีในปี 2471 โดยอ้างว่าเพื่อสืบทอดพระศาสนาให้ครบด้วยพุทธบริษัท 4 และเปิดโอกาสให้ผู้หญิงได้ถือศีลปฎิบัติอย่างจริงจัง แต่การบวชยังเป็นปริศนาว่ามีความถูกต้องตามพระธรรมวินัยหรือไม่ เนื่องจากไม่มีผู้เกี่ยวข้องคนใดยินยอมเปิดเผยข้อเท็จจริงกรณีนี้

เมื่อการบวชภิกษุณีกลายเป็นข่าวโด่งดังจากการวิพากษ์วิจารณ์ในแง่ลบ ในปีเดียวกัน สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชองค์ที่ 11 ก็มีคำสั่งห้ามมิให้มีการบวชภิกษุณี สิกขมานา และสามเณรี โดยให้เหตุผลว่า "ภิกษุณีหมดสาบสูญขาดเชื้อสายมานานแล้ว" และนำมาสู่การจับกุมหญิงสาวทั้งสองในเวลาต่อมา

แต่ความคิดที่่ท้าทายของนายนรินทร์ ก็เป็นหมุดหมายให้พุทธบริษัท 4 ซึ่งประกอบด้วย ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา มีการพูดถึงในสังคมไทย

Image copyright Wasawat Lukharang / BBC Thai
คำบรรยายภาพ ภิกษุณีไทยยังไม่ได้รับสถานะเป็นนักบวชตามกฎหมาย เนื่องจากบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช องค์ที่ 11 ห้ามมิให้ภิกษุบวชภิกษุณี โดยให้เหตุผลว่าภิกษุณีสิ้นสายไปแล้ว

"การบวชลูกสาวของนรินทร์อาจไม่สมบูรณ์ อาจไม่มีภิกษุสงฆ์ด้วยซ้ำ คุณสาระเองก็อ่านหนังสือไม่ออก ซึ่งถ้าอ่านหนังสือไม่ออก การสืบสานพระศาสนาจะทำได้ยากเพราะไม่มีปริยัติ และไม่สามารถสวดปาติโมกข์ได้" หลวงแม่ธัมมนันธา กล่าว พร้อมชี้ว่าเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลให้สมเด็จพระสังฆราชพระองค์ก่อนออกคำสั่งห้ามดังกล่าว

การรื้อฟื้นภิกษุณีในไทยมีขึ้นอีกครั้ง ในปี 2499 เมื่อนางวรมัย กบิลสิงห์ ซึ่งเป็นมารดาของหลวงแม่ธัมมนันทา ได้รับศีล 8 แล้งครองผ้าสีดอกบวบ จากรองเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร ก่อนจะเดินทางไปอุปสมบทที่ประเทศไต้หวันกับภิกษุณีสายมหายาน ทั้งนี้ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ได้สร้าง "วัตรทรงธรรมกัลยานี" เป็น "วัด" สำหรับพระผู้หญิงขึ้นเป็นแห่งแรกในไทย ปูทางให้กับการบวชภิกษุณีของบุตรสาวในเวลาต่อมา แต่ไม่สามารถเรียกว่า "วัด" ได้ เนื่องจากกฎหมายไม่อนุญาต

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ ภิกษุณีวรมัย กบิลสิงห์ ผู้สร้างวัตรทรงธรรมกัลยาณี ภิกษุณีอาราม
Image copyright BBC thai
คำบรรยายภาพ ภาพถ่ายสามเณรีสาระ และสามเณรีจงดี เมื่อปี 2471

ภิกษุณีขาดสายจริงหรือ ?

หลวงแม่ธัมมนันธา กล่าวว่า นับตั้งแต่วันที่แม่ของเธอออกบวชจนถึงวันที่ตัวเธอไปบวชที่ศรีลังกาห่างกันราว 30 ปี แม้สภาพสังคมจะเปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ทัศนคติและการปฎิบัติต่อภิกษุณีในไทยไม่เปลี่ยนมากนัก คือการบวชภิกษุณียังถือเป็นเรื่องต้องห้าม และหลายฝ่ายมองว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ทั้งนี้เป็นเพราะมหาเถรสมาคม (มส.) ซึ่งเป็นสถาบันที่กำกับดูแลคณะสงฆ์ไทย มีความเห็นไม่รับรองสถานะภิกษุณีว่าเป็นนักบวชในคณะสงฆ์ไทย

มติของที่ประชุม มส. เมื่อปี 2557 ที่พิจารณาเรื่องการบวชภิกษุณี อ้างประกาศของสมเด็จพระสังฆราชเมื่อปี 2471 โดยออกความเห็นว่า ภิกษุณีในพระพุทธศาสนาเถรวาทนั้นขาดสายมาอย่างยาวนาน ส่งผลให้ไม่มีภิกษุณีผู้ที่จะมาทำการอุปัชฌาย์ได้อย่างถูกต้องตามพระธรรมวินัย จึงยืนยันว่าภิกษุณีในสายเถรวาทนั้นขาดตอนไปแล้ว โดยพระสงฆ์ไทยเพียงฝ่ายเดียวก็ไม่สามารถจะไปทำการบวชให้ได้ เพราะจะถือว่าเป็นการฝ่าฝืนพระธรรมวินัย

คำชี้แจงของ มส.ได้ระบุถึง "การสิ้นสาย" ของภิกษุณีสงฆ์ โดยเท้าความไปถึงช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 เมื่อพุทธศาสนาในอินเดียและศรีลังกาเสื่อมลง หลังจากการรุกรานของกองทัพชาวฮินดูจากอินเดียใต้ และแม้ว่าต่อมา กษัตริย์ศรีลังกาทรงอัญเชิญภิกษุสงฆ์จากพม่าไปฟื้นฟูพุทธศาสนาและภิกษุสงฆ์ขึ้นมาใหม่ แต่ในครั้งนั้นก็ไม่มีการรื้อฟื้นภิกษุณีสงฆ์

อย่างไรก็ดี ศรีลังกาเริ่มมีการรื้อฟื้นภิกษุณีสงฆ์สายเถรวาทอย่างจริงจัง เมื่อปี 2541 และมีการบวชต่อเนื่องกันทุกปีโดยมีพระอินามาลุเว ศรีสุมังคโลมหาเถระ เจ้าอาวาสวัดดัมบุลละนิกายสยามวงศ์เป็นพระอุปัชฌาย์ โดยอาศัยพุทธานุญาตของพระพุทธเจ้า "ให้ภิกษุทั้งหลายบวชภิกษุณี"

Image copyright Wasawat Lukharang / bbc thai
คำบรรยายภาพ ทุกวันพระ วัตรทรงธรรมกัลยาณีจะนิมนต์พระภิกษุมาให้โอวาทภิกษุณีสงฆ์ นี่คือหนึ่งในครุธรรมที่ภิกษุณีสงฆ์ต้องถือปฎิบัตินับตั้งแต่วันอุปสมบท

ด้านหลวงแม่ธัมมนันทา เน้นย้ำว่า ภิกษุณีจะสิ้นสายหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสำคัญ เนื่องจากภิกษุณีเป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงมีเจตนารมณ์ตั้งแต่ต้น โดยมีการประดิษฐานพุทธบริษัท 4 ทั้งนี้ในพระไตรปิฎกไม่ได้บัญญัติว่าพระศาสดาจะอยู่กับพระภิกษุสงฆ์ แต่ให้ดูแลให้มีความรับผิดชอบเท่าๆ กัน

หลวงแม่บอกต่อว่า ความเข้าใจที่ว่าภิกษุณีสงฆ์สิ้นสายไปแล้ว "ให้หมดไปเลย" เกิดจากความเข้าใจผิดว่าผู้หญิงที่จะบวชเป็นภิกษุณีได้ต้องเริ่มต้นจากการบวชกับภิกษุณีสงฆ์ แล้วจึงไปบวชกับภิกษุสงฆ์ อย่างไรก็ดี ในพระไตรปิฎก กลับปรากฎว่าครั้งแรกที่มีการบวชภิกษุณี ภิกษุสงฆ์สามารถเป็นผู้อุปสมบทได้เลย

"ที่ดึงภิกษุณีสงฆ์เข้ามาเกี่ยวข้องเพื่อให้ตรวจสอบอันตรายิกธรรม หรือการสอบถามถึงสิ่งที่อาจขัดขวางการบรรลุธรรมได้ คำถามบางข้อผู้หญิงอาจจะเขินอายหากพระภิกษุเป็นผู้ถาม ฉะนั้นถ้าไม่มีภิกษุณี ผู้หญิงที่ขอบวชสามารถขอตอบอันตรายิกธรรมต่อพระภิกษุได้เลย นางก็สามารถจะบวชได้ เพราะฉะนั้นจะสิ้นสายหรือไม่ ก็สามารถทำได้โดยพระธรรมวินัย"

Image copyright Kanjana Suthikul
คำบรรยายภาพ ภาพภิกษุณีไทยและนานาชาติ ทั้งนี้คาดว่ามีภิกษุณีชาวไทยได้รับการอุปสมบทแล้วราว 100 รูป และหากนับรวมกับสามเณรีและสิกขมานา ก็มีไม่ต่ำกว่า 200 รูป ใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ

การกีดกันทางศาสนา

หลังจากที่หลวงแม่ธัมมนันทาได้อุปสมบท และมาจำวัดที่วัตรทรงธรรมกัลยาณีเป็นเวลาหนึ่งปี โดยไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเข้ามาก้าวก่าย ผู้หญิงไทยเริ่มมีความมั่นใจว่าการครองสมณเพศนั้นสามารถทำได้ และได้ออกไปอุปสมบทที่ศรีลังกาอีกหลายรูป บ้างมาปฎิบัติธรรมที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี และมีบ้างที่ออกไปตั้งวัตรหรือสำนักปฏิบัติธรรมอื่น ๆ

จนถึงวันนี้ คาดว่า มีภิกษุณีชาวไทยได้รับการอุปสมบทแล้วราว 100 รูป และหากนับรวมกับสามเณรีและสิกขมานา ก็มีไม่ต่ำกว่า 200 รูป ใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ

Image copyright Wasawat Lukharang / BBC Thai
คำบรรยายภาพ ที่โบสถ์วัตรทรงธรรมกัลยาณี ทุกวันพระจะมีพิธีสวดมนต์ถวายกองทาน และการแสดงธรรมโดยภิกษุณีธัมมนันทา

ดร.กาญจนา สุทธิกุล ประธานกรรมการมูลนิธิพุทธสาริกา ซึ่งดูแลกิจกรรมภายในวัตรทรงธรรมกัลยาณี เปิดเผยกับบีบีซีไทยว่า แม้การบวชภิกษุณีจะไม่ผิดกฎหมาย แต่การไม่ได้รับสถานะนักบวช ทำให้ภิกษุณีสงฆ์ยังมีคำนำหน้านางและนางสาว ซึ่ง ได้สร้างความยากลำบากทั้งการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับทางราชการ เช่น การขออนุญาตตั้งวัด การมีหนังสือราชการรับรองสถานภาพภิกษุณี อีกทั้งที่ผ่านมายังมีเหตุที่เกิดจากการเลือกปฎิบัติหลายครั้ง อาทิ

  • การอุปสมบทพระภิกษุณีสงฆ์เถรวาท ที่ทิพยสถานธรรมภิกษุณีอาราม เกาะยอ สงขลา เมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2557 โดยมีภิกษุณีสงฆ์ ทั้งหมด 12 รูป และมีภิกษุจากศรีลังกา 3 รูป และภิกษุไทย 17 รูป เป็นอุปัชฌาย์ โดยต่อมา กรรมการ มส. ได้ประกาศให้การบวชดังกล่าวเป็นโมฆะ และออกประกาศห้ามมิให้มีการบวชภิกษุณีในประเทศไทย
  • มส. ขอให้กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) งดตรวจลงตราวีซ่าให้กับภิกษุและภิกษุณีต่างชาติที่จะเข้ามาทำการอุปสมบทในไทย ซึ่งส่งผลให้การเดินทางมายังประเทศไทยของภิกษุและภิกษุณีชาวศรีลังกาได้รับความยากลำบากมากขึ้น แม้จะเข้ามาเพื่อเหตุผลอื่นก็ตาม
  • คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกความเห็นเมื่อ 22 มิ.ย. 2558 ให้ มส. และองค์กรทางศาสนาในไทย ทบทวนมติและคำสั่งที่ไม่เป็นไปตามแนวทางและสิทธิมนุษยชนตามรัฐธรรมนูญ โดยเห็นควรให้ กต.ทบทวนการงดออกวีซ่าให้กับพระอุปัชฌาย์ที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งประสงค์จะเข้ามาบวชภิกษุณีให้หญิงไทย
Image copyright Kanjana Suthikul
คำบรรยายภาพ การห้ามคณะภิกษุณีสงฆ์เข้าไปไปเจริญเมตตาธรรมถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ร.9 ณ พระบรมมหาราชวัง คือเหตุการณ์ล่าสุด ที่หลายฝ่ายมองว่าสะท้อนการเลือกปฎิบัติด้วยเหตุแห่งเพศของรัฐที่มีต่อภิกษุณีสงฆ์ในไทย

ที่ผ่านมา หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้แก้ไขพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้เพิ่มเติม "ภิกษุณี" เป็นคณะสงฆ์อื่น เพื่อให้ภิกษุณีได้รับการรับรองสถานภาพทางกฎหมาย

ด้านหลวงแม่ธัมมนันทา ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและทางด้านกฎหมายยังต้องใช้เวลาก่อนจะเห็นผล แต่การจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้แท้จริง คือ คุณภาพของภิกษุณีสงฆ์ ในการที่จะปฎิบัติตามพระธรรมวินัยให้เป็นที่ประจักษ์

"ส่วนรัฐควรจะมีท่าทีที่ชัดเจนที่จะดูแลพลเมืองของตัวเอง โดยเฉพาะเป็นพลเมืองที่ถือศีลมากที่สุดในประเทศ และการมีอยู่ของภิกษุณีได้เกิดขึ้นแล้ว รัฐบาลจะหลับหูหลับตามันไม่สมจริง เหมือนกฎหมายไม่สมจริง"