สองเดือนหลังพ้นคุก "เจ้าพ่ออ่าง" ไม่เคยร้างสปอตไลท์

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยถึงบทบาทต่อไปในชีวิต ในฐานะสื่อมวลชน

สองเดือนหลังพ้นคุก นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีต "เจ้าพ่ออ่าง" ไม่เคยห่างหายไปจากหน้าหนังสือพิมพ์ จอโทรทัศน์ และโซเชียลมีเดีย เขากำลังเล่นบท "สื่อมวลชนจอมเปิดโปง" ในห้วงเวลาการปกครองของคณะรัฐประหาร แม้อดีตนักโทษผู้นี้ประกาศ "สาบานเลิกเล่นการเมือง" แล้ว แต่อนาคตข้างหน้า เป็นเรื่องที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้

นายชูวิทย์ อดีตนักธุรกิจสีเทา และนักการเมืองระดับชาติ ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยถึงบทบาทต่อไปในชีวิต ว่า ขอทำหน้าที่สื่อมวลชน และหันหลังให้แวดวงการเมือง หลังได้รับการปล่อยตัว เมื่อ 16 ธ.ค. ตามพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ เนื่องในโอกาสแรกนับแต่ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2559

"ผมเป็นกระจกสะท้อนเท่านั้นเอง วันนี้ผมเป็นสื่อ ได้พูด ผมรักสปอตไลท์ รักกล้อง ผมอยากจะพูดในสิ่งที่อยากพูด ได้สะท้อนความจริง คนอาจจะสงสัย นั่นมันต้องใช้เวลา"

นายชูวิทย์ ระบุว่า ประสบการณ์ที่หลากหลายของเขาเป็นข้อได้เปรียบให้ก้าวมาทำหน้าที่สื่อมวลชน โดยตลอดระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา เขาใช้เพจเฟซบุ๊กส่วนตัวเป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนกับประชาชนถึงสถานการณ์บ้านเมือง และเปิดโปงการทุจริต เช่น การเผยแพร่คลิปวิดีโอ ซึ่งถ่ายขึ้นในบ่อนการพนันแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ ซึ่งนำมาสู่การตรวจตราของเจ้าหน้าที่รัฐในเวลาต่อมา

Image copyright Wasawat Lukharang / BBC Thai
คำบรรยายภาพ นายชูวิทย์ เล่าประสบการณ์ในคุกและตอบคำถามผู้สื่อข่าว ที่สโมสรผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) เมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2560

จนถึงวันนี้ (15 ก.พ.) เพจ "ชูวิทย์ I'm Back" มีผู้ติดตามราว 1 ล้าน 2 หมื่นรายแล้ว นอกจากนี้ นายชูวิทย์ ยังรับหน้าที่เป็นพิธีกรรายการข่าวโทรทัศน์ คอลัมนิสต์นิตยสารรายสัปดาห์ และเตรียมเปิดตัวหนังสือซึ่งถ่ายทอดประสบการณ์ในคุกเล่มแรกในเดือน มี.ค.นี้อีกด้วย

นายชูวิทย์ เปิดเผยด้วยว่า ไม่คิดว่าตัวเองจะมาปราบการคอร์รัปชั่น เนื่องจากเป็นไปไม่ได้ เพราะเป็นปัญหาที่แทรกซึมสังคมไทยในทุกมิติ แต่จะใช้มุมมองของตัวเองทั้งที่เคยทำธุรกิจสีเทา และเป็นคู่กรณีกับเจ้าหน้าที่รัฐ จนถึงประสบการณ์ในคุกบางขวาง ตีแผ่แง่มุมที่ผิดกฎหมายของสังคม

"ประเทศไทยมีคอร์รัปชั่นอยู่ 5 ประเภท คือ เชิงนโยบาย จัดซื้อจัดจ้าง ธุรกิจสีเทา ใบอนุญาต และตามธรรมเนียม บอกคนบอกว่ามีแป๊ะเจี๊ยะด้วย แป๊ะเจี๊ยะนั่นตามธรรมเนียม ... คุณเดินผ่านศาลพระภูมิ คุณยกมือไหว้ไหม นั่นแหละครับ มันเป็นเรื่องวัฒนธรรม เพราะฉะนั้นสังคมไทยปราบคอร์รัปชั่นไม่ได้หรอกครับ"

อย่างไรก็ดี นายชูวิทย์ระบุว่า ยังไม่คิดตรวจสอบการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ด้วยข้อจำกัดทางสังคมซึ่งถูกปกครองโดยคณะรัฐประหารในขณะนี้

Image copyright Wasawat lukharang / bbc thai
คำบรรยายภาพ รศ.สุขุม นวลสกุล ระบุว่า นายชูวิทย์จะเติบโตในทางการเป็นสื่อฯได้ เพราะเป็นคนมีบุคลิกน่าสนใจและมีความสามารถหลากหลาย

ด้านนักวิเคราะห์การเมือง เช่น รศ.สุขุม นวลสกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ และอดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยรามคำแหง มองว่า การก้าวมาทำหน้าที่สื่อของนายชูวิทย์ในครั้งนี้เป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง อย่าไปมองว่าเป็นเรื่องเล่น ๆ

"ทุกบทบาทที่ผ่านมา คุณชูวิทย์มักทำอย่างจริงจังและประสบความสำเร็จ ผมเชื่อว่าคุณชูวิทย์จะเติบโตในทางการเป็นสื่อฯได้ เพราะเป็นคนมีบุคลิกน่าสนใจและมีความสามารถหลากหลาย ทั้งการพูด การแสดง หรือการเขียน" รศ.สุขุม กล่าวกับบีบีซีไทย

ทั้งนี้ นายชูวิทย์ ถูกศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา ในคดีรื้อบาร์เบียร์ ย่านสุขุมวิท เมื่อปี 2546 เขาถูกส่งตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เมื่อ 28 ม.ค. 59 ต่อมาในเดือน ส.ค. ได้รับพระราชทานอภัยโทษด้วยการ ลดโทษ ตาม พ.ร.ฎ. พระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2559 เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทรงครองสิริราชสมบัติครบ 70 ปี 9 มิถุนายน 2559 และในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ซึ่งได้รับการลดโทษ 1 ใน 4 ของโทษทั้งหมด เพราะเป็นนักโทษชั้นดี และล่าสุด เข้าเงื่อนไขได้รับการปล่อยตัวดังกล่าว