"จัดระเบียบ"สตรีทฟู้ด: ยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาจัดการเมือง

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
กทม. เปลี่ยนนโยบายหันมาสนับสนุนเป็นจุดขายของการท่องเที่ยว

นักวิชาการเสนอให้ประชาชนในแต่ละพื้นที่มีส่วนในการจัดระเบียบพื้นที่และร้านอาหารริมทางเท้าที่ถือเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม วิถีชีวิต และเศรษฐกิจชุมชน แนะรัฐจัดการปัญหาเป็นองค์รวม ด้านสถาปนิกมองการกำหนดจุดผ่อนปรนเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวสะท้อนรัฐใส่ใจกลุ่มผู้มีรายได้สูงและนักท่องเที่ยว ขณะที่การจัดระเบียบริมทางเท้าผลักดันให้ผู้ค้าต้องดิ้นรนด้วยตัวเอง

ผศ. ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองการจัดระเบียบผู้ค้าอาหารบนทางเท้าว่าเป็นการจัดการปัญหาโดยมองจากมุมเดียว คือ การทำให้ตามทางเท้ามีความเป็นระเบียบเรียบร้อย สะอาด ปลอดภัย แต่ไม่ได้พิจารณาอย่างรอบด้านว่าร้านค้าริมทางเดินมีความเป็นมาจากอดีตถึงปัจจุบัน และมีข้อดีหลายส่วน ทั้งความเป็นเสน่ห์ของเมือง เป็นจุดดึงดูดนักชิมคนไทยและต่างชาติ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน

Image copyright ผศ. ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ
คำบรรยายภาพ ผศ. ดร.นิรมล กุลศรีสมบัติ ผู้อำนวยการศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมือง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

"หากมองในแง่วัฒนธรรมแล้วการเติบโตของร้านค้าริมถนนเกิดขึ้นจากวัฒนธรรมการกินของคนไทย สะท้อนให้เห็นว่าคนไทยสามารถรับประทานได้ทุกเวลา การรับประทานอาหารคือความสนุก การท่องเที่ยวและการพักผ่อน ซึ่งร้านค้าแผงลอยสามารถตอบโจทย์ทางวัฒนธรรมนี้ได้" ดร.นิรมลกล่าว

นักวิชาการท่านนี้ยังชี้ข้อดีของการมีร้านค้าแผงลอยว่าเป็นที่รองรับแรงงานนอกระบบ ในเวลาเดียวกันเป็นแหล่งอาหารราคาถูกของคนในชุมชนที่ไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะรับประทานในภัตตาคาร ห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั่งร้านสะดวกซื้อ

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI
คำบรรยายภาพ ร้านค้าแผงลอย เปรียบเสมือนโรงอาหาร หรือ canteen ของคนในกรุงเทพฯ

"ร้านค้าแผงลอย เปรียบเสมือนโรงอาหาร หรือ canteen ของคนในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่พื้นที่ตลาดสดเริ่มถูกเปลี่ยนแปลงไปเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ ๆ เพราะการขยายเมือง ทำให้พฤติกรรมของคนเมืองเปลี่ยนไปด้วย" ดร.นิรมลกล่าว และเสริมด้วยว่านี่เป็นเหตุผลที่ทำให้คนในพื้นที่ควรมีส่วนร่วมตัดสินใจในเรื่องนี้แทนการสั่งการจากหน่วยงานปกครองเพียงอย่างเดียว

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

ด้านนายยรรยง บุญ-หลง สถาปนิกจากสมาคมสถาปนิกอเมริกา มองว่าร้านค้าริมทางในเมืองเกิดขึ้นตามความต้องการของผู้อยู่อาศัย โดยอาหารที่ขายราคาไม่สูงเท่ากับแหล่งอื่น

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

"การใช้ประโยชน์ของทางเท้า ไม่ใช่เพียงแค่เป็นทางเดิน แต่ควรเป็นพื้นที่สาธารณะที่คนในเมืองใช้สังสรรค์แลกเปลี่ยนข้อมูลได้ด้วย"

รัฐเน้นกลุ่มผู้มีรายได้สูง-นักท่องเที่ยว

ในมุมมองของ นายยรรยง การจัดระเบียบทางเท้าโดยมีข้อยกเว้นเฉพาะกรณี อย่าง ถนนข้าวสารและเยาวราช เป็นนโยบายที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) มุ่งพัฒนาเมืองด้วยวิสัยทัศน์ที่เน้นให้ความสำคัญกลุ่มคนมีรายได้สูง และนักท่องเที่ยว ในขณะที่คนธรรมดาที่จับจ่ายและซื้ออาหารตามแผงลอยและรถเข็นกลับต้องรับผลพวงจากการจัดระเบียบ

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

ในการให้สัมภาษณ์บีบีซีไทย นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ยืนยันว่าต้องการส่งเสริม "สตรีทฟู้ด" เพราะจากการสำรวจพบว่ารายจ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทย ร้อยละ 60 เป็นรายจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่ม ทั้งการซื้อจากร้านอาหาร ภัตตาคารและอาหารริมทาง

Image copyright WASAWAT LUKHARANG/BBC THAI

ด้านนายวุฒิพงศ์ เกษมพงศ์พาณิชย์ ผู้ค้าบนถนนเยาวราช เชื่อว่าการรายงานข่าวของสื่อต่างประเทศอย่างซีเอ็นเอ็น ที่ยกย่องให้เยาวราชเป็นย่านที่มีอาหารริมทางหรือ "สตรีทฟู้ด" ที่ยอดเยี่ยมแห่งหนึ่งของโลก เป็นเหตุให้ กทม. เปลี่ยนนโยบายหันมาสนับสนุนเป็นจุดขายของการท่องเที่ยว โดยให้จัดระเบียบพื้นที่แทนที่จะยกเลิกห้ามขาย

ผู้ค้าหันหน้าหาพื้นที่เอกชน ยื้อชีวิต

ก่อนหน้านี้ผู้ค้าริมทางในย่านใจกลางเมืองอย่างสยามสแควร์ และสีลม ถูกจัดระเบียบไปแล้วตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารบ้านเมืองตั้งแต่ปี 2557 ทำให้ผู้ค้าบางรายต้องเลิกขาย บ้างก็เผชิญกับจำนวนลูกค้าที่ลดลง หรือต้องเช่าพื้นที่เอกชนที่เสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าเดิม

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ผู้ค้าหันหน้าหาพื้นที่เอกชน ยื้อชีวิต

นายพิทักษ์ ดวงปัญญา อดีตผู้ค้าบนถนนสีลมกว่า 20 ปี เล่าว่าหลังการจัดระเบียบผู้ค้าหายไปจำนวนมาก เขาเองไม่ย้ายไปขายในสถานที่ที่ทางการจัดให้

"ในตอนประชุมครั้งก่อนกับกทม. ทางการรับปากจะจัดที่ให้ แต่อยู่นอกเมืองมากเกินไป ในลักษณะเดียวกันกับตลาดสนามหลวง 2 ผมขายอาหารให้พนักงานออฟฟิศ ถ้าไปที่ใหม่คงขายลำบาก ก็เลยไปไม่ได้ พอดีทางพื้นที่นี้ให้เช่า ก็เป็นการดีที่ไม่ต้องไปไกล ลูกค้าเดิม ๆ เราก็สามารถเข้ามาหาซื้อได้อยู่" นายพิทักษ์ซึ่งปัจจุบันเช่าพื้นที่ขายอาหารจากตลาดเอกชนบนถนนพัฒน์พงษ์ กล่าว

แม้ว่าผู้ค้าเดิมบนถนนสีลมได้พื้นที่ค้าขายใหม่บนถนนพัฒน์พงษ์ แต่ก็สามารถขายได้เพียงช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 6.00 - 10.00 น. เพื่อขายให้กับพนักงานออฟฟิศในช่วงเวลาดังกล่าวเท่านั้น เพราะว่าในช่วงเย็นตลาดบนถนนพัฒน์พงษ์ก็มีผู้ค้ารายเดิมเช่าอยู่แล้วเป็นเวลานาน

Image copyright BBC Thai
คำบรรยายภาพ นายพิทักษ์ ดวงปัญญา อดีตผู้ค้าบนถนนสีลมกว่า 20 ปี

ส่วนต้นทุนและค่าใช้จ่ายจากการเช่าที่บนถนนพัฒน์พงษ์นั้น จากการพูดคุยกับผู้ค้าบนถนนพัฒน์พงษ์หลายราย ซึ่งไม่ประสงค์จะเปิดเผยชื่อ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว ซึ่งการค่าเช่าก็แตกต่างกันขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ตั้งร้าน ถ้าอยู่ต้นซอยติดกับถนนสีลมจะราคาแพงมากกว่าร้านค้าที่อยู่ลึกเข้ามาด้านใน แต่โดยเฉลี่ยผู้ค้า 1 รายต้องจ่ายค่าเช่าที่เดือนละประมาณ 4,000-6,000 บาท ซึ่งสูงกว่าในอดีตที่ผู้ค้าบนทางเท้าซึ่งเป็นพื้นที่ผ่อนปรนจะต้องจ่ายเป็นค่าปรับให้กับกทม.ราว 1,000 บาทต่อเดือน

นี่ถือเป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการเมืองโดยการมีส่วนร่วมของทุกผ่านเป็นสิ่งสำคัญ ดร. นิรมล เสนอแนะเพิ่มเติมว่า ในทางปฏิบัติ กทม. หน่วยงานเดียวไม่ควรจะเป็นผู้ดูแลพื้นที่ทั้งหมดของกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นบ้านของคนจำนวนกว่า 15 ล้านคน ควรให้แต่ละเขตหรือแต่ละชุมชนเป็นผู้ร่วมกำหนดชะตากรรม รวมไปจนถึงการสร้างอัตลักษณ์แบบตนเอง ส่วนโครงสร้างใหญ่ เช่น โครงสร้างสาธารณูปโภค หรือ โครงสร้างในการบำบัดรักษาความสะอาดเมืองควรทำให้เป็นระบบ โดยใช้องค์ความรู้ที่เกิดขึ้นมาแล้วในหลายประเทศมาเป็นแนวทางในการพัฒนาเมืองในอนาคต

ข่าวที่เกี่ยวข้อง