คืนสุดท้ายในเรือนจำ?

ภาพวาดผู้หญิงนั่งอยู่ในห้องขัง

ทำผิด ติดคุก พ้นโทษ ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์นี้ได้? แพท วัย 52 ปี เข้าออกคุกมาตลอดชีวิตนับตั้งแต่เริ่มเป็นผู้ใหญ่ การได้รับอิสรภาพใช้ชีวิตนอกเรือนจำทำให้เธอหวาดกลัว แต่ตอนนี้เธอก้าวพ้นจุดนั้นมาแล้ว นี่คือเรื่องราวของเธอ

ฉันจำคืนสุดท้ายในเรือนจำได้อย่างชัดเจน ทั้งกังวล หวาดกลัว และเต็มไปด้วยคำถาม ฉันจำได้ว่าอยู่ในห้องขัง ไม่สามารถข่มตาหลับได้ ฉันขอให้เขาทำความสะอาดห้องที่ฉันอยู่ให้หมดจด อยากให้มันสะอาดสำหรับผู้หญิงที่จะเข้ามาอยู่ต่อ เพราะฉันรู้ดีว่าเป็นอย่างไรตอนที่ก้าวเข้ามาในห้องขังที่สกปรกรกรุงรัง รู้สึกเหมือนวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง เพราะฉะนั้นการเตรียมห้องขังนี้ให้สะอาดก่อนที่จะก้าวออกไป มันสำคัญสำหรับฉัน

แม้จะรู้สึกตื่นเต้นและอยากก้าวออกไปจากคุกนี้ แต่ฉันก็หวาดกลัว กังวล ฉันเคยเฝ้ารอแบบนี้มาหลายครั้งแล้ว รอให้ประตูเปิดออก รอให้พวกเขาถามว่า: "พร้อมหรือยัง แพท? ได้เวลาต้องออกไปแล้ว"

ฉันตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ฉันจะไปไหน? แล้วจะกลับเข้ามาในนี้อีกหรือเปล่า?

ฉันเข้า ๆ ออก ๆ เรือนจำตั้งแต่อายุ 19 ปี จนเลิกนับไปแล้วว่าถูกลงโทษมาแล้วกี่ครั้ง แต่มันต้องเกิน 15 ครั้งแน่ ๆ การใช้ชีวิตนอกบ้าน ดื่มเหล้า และเสพยา เป็นเหตุผลที่ทำให้ฉันวนเวียนเข้าออกคุก ทำให้ลูกต้องถูกส่งไปอยู่สถานสงเคราะห์ และมีคนอื่นรับไปเลี้ยงดู

เช้าวันที่ได้รับอิสรภาพ ฉันสวมยีนส์ เตรียมหนังสือและของส่วนตัวใส่ถุงพลาสติก เขามารับตัวฉันไปประมาณตี 5 ครึ่ง

พวกเขาให้ฉันกินข้าวแล้วปล่อยตัวออกจากเรือนจำ พร้อมกับให้เงินมา 48 ปอนด์ (ประมาณ 2,100 บาท) ก็ไม่เยอะเท่าไหร่ แค่พอใช้ระหว่างรอรับเงินช่วยเหลือจากรัฐ แต่คนที่เคยใช้เงินอาทิตย์ละ 250 บาท การได้เงินจำนวนนี้มาก็ไม่ต่างจากการถูกล็อตเตอร์รี ฉันรู้สึกรวยขึ้นมาทันที

โชคดีที่ฉันไม่ได้ใช้ยาตอนที่ออกมารอบนี้ ไม่อย่างนั้นเงินก็คงหมดไปทันที แล้วฉันก็คงต้องกลับเข้าไปอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบ ๆ อีกครั้ง คราวนี้ฉันอยากเอาเงินไปซื้อเครื่องอาบน้ำดี ๆ ครีมและของอย่างอื่นที่ไม่เคยได้ใช้ตอนอยู่ในเรือนจำ

ฉันยังจำตอนที่นั่งรอในห้องปล่อยตัว มีผู้หญิงอีกหลายคนจะได้ออกไปเหมือนฉัน พวกเธอคุยกันว่าจะไปดื่มเหล้า หาแฟน ไปเที่ยว บางคนบอกว่าจะไปหายามาเสพอีก ฉันฟังอยู่แล้วก็คิดว่า "นั่นไม่ใช่สิ่งที่ฉันต้องการ ฉันกำลังออกไปจากที่นี่ ไปสู้เพื่อชีวิตตัวเอง เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ว่าฉันกลัวเหลือเกิน"

ฉันรู้ว่าถ้าไม่มีใครรอฉันอยู่ฉันคงจากโลกนี้ไปแล้วและผ่านช่วงเวลานั้นมาไม่ได้ ฉันเคยคิดว่า "สิ่งที่เกิดขึ้นคือบททดสอบ ถ้าออกไป และคนที่จะช่วยฉันไม่ได้รอฉันอยู่ มันก็คือสัญญาณว่าฉันคงต้องเป็นขี้ยาไปตลอดชีวิต"

ฉันเคยลองเลิกมันมาก่อน แต่ก็กลับไปเป็นเหมือนเดิม

ก่อนที่ฉันจะถูกลงโทษครั้งสุดท้ายในปี 2015 ตอนนั้นฉันอยู่ในสถานสงเคราะห์ รู้สึกเหงามาก เหมือนตัวเองอยู่ในโลกนี้เพียงลำพัง ไม่ใครห่วงใยฉันจริง ๆ ฉันกลับไปติดต่อกับผู้ชายที่เคยคบกัน ซึ่งถือเป็นความผิดพลาด แต่กว่าจะรู้ตัวฉันก็กลับไปใช้มันอีกครั้ง ทั้งโคเคน เฮโรอีน และแอลกอฮอล์ ฉันรู้สึกละอายใจ และไม่อยากจะสารภาพผิดกับองค์กรที่ฉันอาศัยอยู่ตอนนั้น ก็เลยจากที่นั่นมา

แล้วฉันก็กลับไปเป็นคนขายบริการทางเพศในย่านบริสตอลอีกครั้ง ฉันเคยทำเพื่อหาเงินมาเสพยา มีอยู่คืนหนึ่งที่ฉันบอกกับผู้หญิงอีกคนที่ทำขายบริการเหมือนกันว่า ฉันหนาว มีเสื้อผ้าไม่กี่ตัว เธอเลยชวน "มาที่รถตู้ของฉัน"

รถตู้ที่ว่าเป็นของโครงการวัน25 (One25) ซึ่งทำงานช่วยเหลือคนขายบริการทางเพศริมถนน พวกเขามีรถตู้ที่ตระเวนไปรอบ ๆ ซึ่งเราสามารถเข้าไปนั่งพักโดยที่ไม่มีใครมารบกวนได้ชั่วขณะ เราเช็ดเนื้อเช็ดตัว เปลี่ยนเสื้อผ้าในนั้นได้ พวกเขาเคยให้ถุงยางอนามัย ในช่วงหน้าหนาวก็ให้หมวกขนสัตว์ ให้แซนด์วิช และมันฝรั่งทอดกรอบ สิ่งที่เขาทำราวกับพระเจ้าส่งมาโปรด ทำให้รู้สึกว่าตัวเองก็ได้รับการปฏิบัติเหมือนคนคนหนึ่ง ไม่ใช่โสเภณี พวกเขาให้ความหวัง แค่คิดถึงสิ่งที่พวกเขาทำให้ฉันก็รู้สึกตื้นตันใจ เพราะตอนที่ฉันทำงานกลางคืน เงินที่ได้มาน้อยนิดหมดไปกับเหล้าและยาเสพติดที่ฉันใช้เพื่อหยุดความรู้สึกเจ็บปวด ข้าวปลาอาหารเป็นสิ่งสุดท้ายที่ฉันนึกถึง

ตอนที่ฉันถูกส่งตัวไปเรือนจำที่กลอสเตอร์ คนของโครงการวัน25 มาเยี่ยมเป็นประจำ เจ้าหน้าที่คนหนึ่งจำฉันได้ เธอถามฉันว่า "แพท นั่นเธอหรือเปล่า?" แค่ได้ยินเขาถาม ฉันก็น้ำตาไหล

ในวันที่ฉันได้รับการปล่อยตัว คนของโครงการวัน25 มารับฉัน เราไปประทานอาหารด้วยกัน จากนั้นก็พาฉันไปที่ศูนย์เนลสันทรัสต์ (Nelson Trust) ซึ่งเป็นศูนย์พักพิงผู้หญิงที่เคยผ่านสถานการณ์บอบช้ำทางจิตใจ ฉันอยู่ที่นั่น 6 เดือน และมันก็เปลี่ยนชีวิตฉันอย่างสิ้นเชิง เปลี่ยนวิธีที่ฉันคิดเกี่ยวกับตัวเอง และเปลี่ยนมุมมองที่ฉันคิดว่าคนอื่นคิดยังไงกับฉันด้วย

สิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุดของการอยู่ที่นั่นคือ การที่ผู้หญิงที่ผ่านเรื่องราวคล้ายคลึงกันรู้สึกเห็นอกเห็นใจฉัน มันช่วยทำฉันเห็นตัวเองเปลี่ยนไปในกระจกเงา ฉันไม่ใช่โสเภณีหรือคนติดยาอีกต่อไป แต่ฉันเห็นผู้หญิงผิวสีที่แกร่งและสวย ที่พร้อมจะให้

พวกเขาให้ความรักฉัน จนทำให้ฉันสามารถรักตัวเองได้ นั่นคือสิ่งที่ฉันไม่เคยทำได้มาก่อน ฉันเติบโตมากับการที่ไม่เคยรู้สึกมีความสุข ไม่เคยรู้สึกว่าทำอะไรถูกต้อง ฉันรู้สึกเหมือนเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ที่แปลกแยกจากคนอื่น ตอนอายุ 14 ปี ฉันหนีออกจากบ้าน นาทีที่ฉันปีนออกจากหน้าต่างบ้าน ฉันก็ไม่ได้เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อีกต่อไป ฉันกลายเป็นผู้ใหญ่ และใช้ชีวิตเหมือนกับผู้ใหญ่คนหนึ่ง

ฉันเร่ร่อนไปตามถนนสายต่าง ๆ ตั้งแต่อายุ 14-19 ปี ฉันจำได้ว่าเคยถูกจับครั้งหนึ่งเพราะไปขโมยของในร้านค้า ฉันถูกส่งไปอยู่สถานสงเคราะห์เด็ก แต่อยู่ได้ 1 สัปดาห์ ก็หนีออกมากับเด็กผู้หญิงอีกคน เราเร่ร่อนไปทั่วเบอร์มิงแฮม ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจมาอยู่ลอนดอน

ฉันเคยได้ยินเรื่องราวต่าง ๆ เกี่ยวกับการหาเงินในลอนดอน และทำตาม จนไปพบกับแมงดาคนหนึ่ง เขาชอบเงินและชอบผู้หญิงที่หาเงินมาให้ เขาเป็นคนสอนให้ฉันล้วงกระเป๋าและสอนกลโกงต่าง ๆ

ฉันรู้สึกว่าตัวเองโตขึ้น และมาถึงจุดที่รู้สึกว่าได้มี "ช่วงเวลาที่มีความสุข ฉันหาเงินได้ ได้ขับรถสวย ๆ ใส่เสื้อผ้าดี ๆ สมควรแล้วที่จะได้มีอะไรแบบนี้"

ช่วงนั้นฉันยังไม่ได้เสพยาจริงจัง แค่ดื่มเหล้าและหาเงิน แต่ก่อนจะอายุ 20 ปี ฉันก็เริ่มเสพยาจนกลายเป็นขี้ยาคนหนึ่ง ฉันถูกลงโทษจำคุกครั้งแรกเป็นเวลา 5 ปี ตอนที่อายุได้ 21 ปี แต่ฉันได้รับการทำทัณฑ์บนไว้ หลังจากครั้งนั้น ก็มีช่วงเวลาที่ฉันไม่ได้อยู่ในคุกแค่ 2 ปีเท่านั้น พอแต่งงาน ฉันก็อยู่มาได้ 3 ปี แต่พอเลิกกับสามี ฉันก็กลับเข้าคุกทันที

พอแก่ตัวขึ้น สถานการณ์ก็ย่ำแย่ลง ฉันไม่มีเพื่อนแท้เลยสักคนเดียว ฉันไม่เคยมีที่พักอาศัย ไม่มีที่ไหนมั่นคงสำหรับฉัน

จุดเปลี่ยนอีกอย่างในชีวิตของฉันเกิดขึ้นเมื่อราว 10 ปีก่อน ตอนที่ฉันได้พบหน้าลูกสาว ตอนนั้นฉันยังติดยา อยากเสพเฮโรอีนอย่างหนัก ก็เลยไปนั่งรถไปทางใต้ของลอนดอน เพื่อหาทางหาเงินมาซื้อยา ตอนที่ยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์ ก็มีคนเอื้อมมือมาแตะที่หลังของฉัน พอหันกลับไป เธอบอกฉันว่า เป็นลูกสาวของฉัน แม้ว่าฉันจำเธอไม่ได้ แต่เธอบอกว่าเธอจำฉันได้ และจะไม่มีวันลืม

ครั้งสุดท้ายที่ฉันได้พบหน้าลูก เธอยังเล็ก แต่คนที่แตะไหล่ฉันในวันนั้นเป็นหญิงสาว สวย เธอมีครอบครัวของตัวเอง และฉันก็จำเธอไม่ได้

ตอนนั้นฉันรู้สึกแย่ แต่ก็ยังไม่เลิกดื่มหรือเลิกใช้ยา คนคิดว่าเลิกยาไม่ยาก ไม่จริงเลย มันเป็นการเดินทางที่ยากลำบากกว่าจะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้

ผู้หญิงในเรือนจำในสหราชอาณาจักร

  • ข้อมูลล่าสุดของกระทรวงยุติธรรม ชี้ว่ามีผู้หญิงเกือบ 4,000 คนในเรือนจำ สูงสุดในรอบ 5 ปี
  • การสำรวจของหน่วยงานตรวจสอบเรือนจำพบว่า 38% ของผู้หญิงในเรือนจำไม่มีที่พักอาศัยเมื่อพ้นโทษ
  • ตัวเลขในปี 2010 แสดงให้เห็นว่า 45% ของผู้หญิงที่ออกไปจากเรือนจำ กระทำผิดซ้ำภายใน 1 ปี
  • สำหรับผู้หญิงที่รับโทษจำคุกมานานกว่า 11 ปี อัตราการทำผิดซ้ำเพิ่มขึ้นเป็น 75%

ที่มา: Woman in Prison

ตอนนี้ฉันออกจากเรือนจำมาได้ 2 ปีแล้ว แทบไม่อยากเชื่อ สิ่งที่ดีที่สุดคือลูก ๆ กลับมาหาฉันบ้างอย่างค่อยเป็นค่อยไป ฉันรู้ว่ามันต้องใช้เวลา เพราะลูก ๆ ทั้งโกรธและเจ็บปวด ซึ่งนั่นก็เข้าใจได้ เพราะฉันไม่เคยอยู่กับพวกเขาเลย ครอบครัวของฉันก็กลับเข้ามาในชีวิต แม่ พ่อเลี้ยง น้องสาว เป็นครั้งแรกในรอบ 34 ปี ที่ฉันติดต่อกับพวกเขาอีกครั้ง

ทุก ๆ วัน ฉันรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นและรู้ว่าอดีตไม่ได้นิยามในสิ่งที่ฉันเป็นตอนนี้

ใช่ ฉันเคยล้มเหลว แต่ไม่ใช่ว่าจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงตัวเองไม่ได้ ด้วยความช่วยเหลือและการสนับสนุนจากผู้หญิงคนอื่น ๆ ฉันค่อย ๆ ทำให้ตัวเองดีขึ้นอย่างช้า ๆ และกลับมามีชีวิตเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง