5 เทรนด์ลดน้ำหนักแบบคนดังที่ควรหลีกเลี่ยงในปี 2018

อาหารผักผลไม้ Image copyright Getty Images

สมาคมนักโภชนาการอังกฤษ (บีดีเอ) ออกคำเตือนผู้ตั้งปณิธานจะดูแลสุขภาพให้ดีขึ้นในปีใหม่ ให้หลีกเลี่ยง 5 รูปแบบการลดน้ำหนักของเหล่าคนดังที่กำลังมาแรง

น.ส.ชาน พอร์เตอร์ จากบีดีเอเตือนว่า วิธีการลดน้ำหนักที่เหล่าคนดังนิยมทำกันนั้นบางครั้งอาจไม่ดีต่อสุขภาพเสมอไป "หากเรื่องบางอย่างฟังดีเกินจริง มันก็ไม่น่าจริง"

มูลนิธิโภชนาการอังกฤษ (บีเอ็นเอฟ) เห็นด้วยกับบีดีเอ ว่า ควรหลีกเลี่ยง 5 วิธีลดน้ำหนักของคนดังเหล่านี้ ซึ่งได้แก่:

อาหารมังสวิรัติแบบดิบ (Raw Vegan)

กวินเน็ธ พัลโทรว์, เมแกน ฟ็อกซ์ และสติง ล้วนเป็นคนดังที่ส่งเสริมการรับประทานอาหารมังสวิรัติแบบวีแกนที่ไม่ผ่านการปรุงให้สุก ซึ่งการทานอาหารแบบวีแกน คือ การงดบริโภคอาหารที่มีส่วนประกอบจากสัตว์ทั้งทางตรงและทางอ้อม

Image copyright REX/SHUTTERSTOCK
คำบรรยายภาพ กวินเน็ธ พัลโทรว์ เป็นคนดังที่ส่งเสริมการรับประทานอาหารมังสวิรัติแบบดิบ

กลุ่มผู้สนับสนุนการบริโภคอาหารประเภทนี้ให้นิยามอาหารดิบว่า อาหารทุกชนิดที่ไม่ผ่านการขัดสี การบรรจุกระป๋อง หรือผ่านกระบวนการแปรรูปใด ๆ และปรุงด้วยความร้อนไม่เกิน 48 องศาเซลเซียส

คนกลุ่มนี้มีความเชื่อว่า การใช้ความร้อนในการปรุงอาหารจะทำลายเอนไซม์ตามธรรมชาติในอาหาร ซึ่งจะทำให้ร่างกายต้องใช้พลังงานมากขึ้น ในการย่อยอาหาร อีกทั้งยังทำให้สูญเสียสารอาหารไปในกระบวนการปรุงด้วยความร้อน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ผู้นิยมทานอาหารมังสวิรัติแบบดิบมีความเชื่อว่า การใช้ความร้อนในการปรุงอาหารจะทำลายเอนไซม์ตามธรรมชาติของอาหาร

แต่ น.ส.พอร์เตอร์ กล่าวว่า ผู้คนมักเข้าใจว่า การรับประทานอาหารตามวิถีวีแกนนั้นหมายถึงสุขภาพที่ดี แต่ที่จริงแล้วการทานอาหารแบบนี้จะต้องมีการวางแผนเป็นอย่างดีไม่เช่นนั้นก็จะทำให้เกิดปัญหาขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายได้

สำนักบริการสาธารณสุขแห่งชาติของอังกฤษ (เอ็นเอชเอส) แนะนำให้ผู้บริโภคอาหารประเภทนี้รับวิตามิน บี12 และวิตามินดี เสริมด้วย

เรื่องน่ารู้อีกประการคือ ความร้อนช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารจากอาหารบางประเภทเช่นแครอทได้ดีกว่าการรับประทานแบบดิบ ขณะที่พืชผักบางชนิด เช่น มันฝรั่ง ก็ไม่สามารถรับประทานแบบดิบ ๆ ได้

อัลคาไลน์ (Alkaline)

คนดังอย่าง ทอม แบรดี นักอเมริกันฟุตบอลทีมนิวอิงแลนด์แพทริออตส์ และสามีของซูเปอร์โมเดลสาว จิเซล บุนเชน รวมทั้ง ซาราห์ ดัชเชสแห่งยอร์ก คือผู้ที่นิยมและส่งเสริมการรับประทานอาหารแบบ อัลคาไลน์ ซึ่งมีทฤษฎีว่าเราสามารถปรับความสมดุลความเป็นกรด - ด่าง (pH balance) ของร่างกายและโลหิตได้ด้วยอาหารที่รับประทานเข้าไป แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่บ่งชี้ว่าสามารถทำได้จริงก็ตาม

กลุ่มผู้ส่งเสริมการรับประทานอาหารแนวนี้อ้างว่า ระดับ "กรดเกิน" ในร่างกายนำไปสู่ปัญหาสุขภาพต่าง ๆ อาทิ ภาวะข้อต่ออักเสบ, กระดูกพรุน, โรคตับ และไต หรือแม้แต่โรคมะเร็ง ดังนั้นจึงแนะนำให้รับประทาน "อาหารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง" โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผักและผลไม้ เพื่อแก้ไขระดับกรดเกิน

อย่างไรก็ตามข้อมูลจาก แคนเซอร์ รีเซิร์ช ยูเค องค์กรการกุศลที่วิจัยด้านมะเร็งของสหราชอาณาจักร ระบุว่า แม้การรับประทานผักผลไม้อาจช่วยให้ลดน้ำหนักได้ แต่ความเป็นกรด-ด่างของอาหารที่รับประทานเข้าไปนั้นไม่มีผลกระทบต่อค่าความเป็นกรด-ด่างในโลหิตของคุณ

น.ส.พอร์เตอร์ กล่าวว่า "หากการรับประทานอาหารวิธีนี้ทำให้คุณลดน้ำหนักได้ นั่นก็เป็นเพราะคุณลดอาหารที่ให้พลังงานสูงนั่นเอง" ขณะที่ เอ็นเอชเอส ระบุว่า ยังไม่มีหลักฐานยืนยันว่าการบริโภคอาหารแบบอัลคาไลน์ช่วยลดน้ำหนักได้จริง พร้อมแนะนำให้รับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่ ไม่ตัดอาหารหมู่ใดหมู่หนึ่งออกไปอย่างสิ้นเชิงตามคำแนะนำแบบทฤษฎีอัลคาไลน์

อาหารเสริมแบบเคที ไพรซ์ (Katie Price - Nutritional Supplements)

ดาราสาว เคที ไพรซ์ ออกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชนิดชงจำหน่ายหลายประเภท อาทิ ชนิดที่ช่วยให้ร่างกายไม่ขาดน้ำ เครื่องดื่มทดแทนอาหารเช้า หรืออาหารมื้ออื่น ๆ โดยโฆษณาว่าเครื่องดื่มเหล่านี้ช่วยให้กล้ามเนื้อมีความตึงตัว ทั้งยังช่วยควบคุมและลดความอยากอาหารและการทานจุบจิบได้

อย่างไรก็ตาม น.ส.พอร์เตอร์ กล่าวว่า ตามปกติคนจะไม่ทานอาหารเสริมตลอดไป และจะกลับไปทานอาหารตามปกติ ดังนั้นจึงควรเลือกวิธีรับประทารอาหารที่สามารถทำได้ในระยะยาว

Image copyright REX/SHUTTERSTOCK
คำบรรยายภาพ เคที ไพรซ์ เป็นหนึ่งในคนดังที่ออกผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทดแทนอาหารชนิดชง

ขณะที่ บีดีเอ ระบุว่า การลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่ยั่งยืน อีกทั้ง การบริโภคที่สิ่งที่มีฤทธิ์กดความรู้สึกอยากทานอาหารก็ไม่ใช่เรื่องดีต่อสุขภาพ และไม่ใช่ข้อแนะนำสำหรับการลดน้ำหนัก

ซาราห์ โคอี จาก บีเอ็นเอฟ ระบุว่า ผลิตภัณฑ์ที่รับประทานทดแทนมื้ออาหารอาจเป็นประโยชน์สำหรับคนที่จำเป็นต้องลดน้ำหนักคราวละมาก ๆ และควรใช้ภายใต้การควบคุมดูแลของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพเท่านั้น

บีบีซีได้ติดต่อขอความคิดเห็นต่อเรื่องนี้ แต่ไม่ได้รับคำตอบใด ๆ จาก เคที ไพรซ์

การทานอาหารแบบ ปิออปปี (Pioppi Diet)

การทานอาหารวิธีนี้เป็นการส่งเสริมหลักการทานอาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียน เพื่อลดน้ำหนัก และลดความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ดร.อาซีม มัลโฮทรา และโดนัล โอนีล ผู้เขียนหนังสือเรื่องการกินแบบปิออปปี แนะนำให้ทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ ไขมันสูง กับผลไม้ ผัก ปลา น้ำมันมะกอก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระดับปานกลางและออกกำลังกาย ทั้งยังแนะนำให้อดอาหารเป็นช่วง ๆ และงดการทานเนื้อแดง คาร์โบไฮเดรตจากอาหารจำพวกแป้ง และขนมหวานต่าง ๆ

ดร.มัลโฮทรา ซึ่งเป็นแพทย์ด้านโรคหัวใจและหลอดเลือด และเป็นที่ปรึกษาของที่ประชุมโรคอ้วนแห่งชาติอังกฤษ ระบุว่า การทานอาหารแบบปิออปปีเป็นการวิจัยในรูปของการประเมินผลที่มีความเป็นอิสระ โดยเป็นการรวมเอาความลับของการทานอาหารของชาวหมู่บ้านปิออปปี ในอิตาลี ที่ขึ้นชื่อว่าเป็นชาวบ้านมีอายุยืนยาวที่สุดในโลก มาผสมผสานเข้ากับงานวิจัยทางการแพทย์ โภชนาการ และการออกกำลังกายแบบปัจจุบัน เพื่อขจัดความเชื่อผิด ๆ ที่มีอยู่อย่างแพร่หลายในปัจจุบันในอุตสาหกรรมด้านการลดน้ำหนักและสุขภาพ

ดร.มัลโฮทรา กล่าวว่า การทานอาหารรูปแบบนี้ได้รับการสนับสนุนและรับรองจากแพทย์ นักโภชนาการ นักวิจัย และนักวิทยาศาสตร์การกีฬาผู้มีชื่อเสียงระดับโลก

Image copyright Science Photo Library
คำบรรยายภาพ ผู้คิดค้นการกินแบบปิออปปี ชี้เป็นการรวมเอาความลับการทานอาหารของชาวบ้านในอิตาลีที่ขึ้นชื่อว่าเป็นกลุ่มคนที่มีอายุยืนยาวที่สุดในโลกมาผสมผสานกับวิทยาสตร์สมัยใหม่

บีดีเอ กล่าวหา ดร.มัลโฮทรา และโอนีล ว่า "ขโมย" เอาแนวคิดการทานอาหารแบบชาวเมดิเตอร์เรเนียนเพื่อหาประโยชน์เข้าตัวเอง โดยชี้ว่า เป็นเรื่อง "ไร้สาระ" ที่ให้เอาน้ำมันมะพร้าว หรือกะหล่ำดอก ไปเป็นวัตถุดิบทดแทนแป้งพิซซ่า

น.ส.พอร์เตอร์ กล่าวว่า "เราต่างทราบดีว่าอาหารสไตล์เมดิเตอร์เรเนียนคือหนึ่งในอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากที่สุด แต่มันไม่ใช่อาหารคาร์โบไฮเดรตต่ำ"

บีเอ็นเอฟ ระบุว่า อาหารแบบเมดิเตอร์เรเนียนแบบดั้งเดิมมักมีพาสต้าและข้าวรวมอยู่ในทุกมื้อ ซึ่ง น.ส.พอร์เตอร์ เสริมว่า ข้อแนะนำให้ทานไขมันอิ่มตัวในปริมาณสูงนั้นมาจากการนำหลักฐานข้อที่ดีที่สุดมาเป็นข้ออ้างอิงโดยไม่ได้มองภาพรวมทั้งหมด

"เหตุผลที่การกินแบบปิออปปี ช่วยให้คุณลดน้ำหนักได้ ก็เป็นเพราะมันคือตัวเลือกของอาหารที่ดีต่อสุขภาพ ทำให้โดยรวมแล้วคุณทานอาหารที่ให้พลังงานน้อยกว่า"

การทานอาหารคีโตเจนิค (Ketogenic)

คนดังจำนวนมาก อาทิ คิม คาร์แดเชียน, โคบี ไบรอันท์ อดีตนักบาสเกตบอลเอ็นบีเอ และนักแสดงรุ่นใหญ่ อเล็ก บอลด์วิน ล้วนเป็นผู้ที่นิยมการรับประทานอาหารเพื่อลดน้ำหนักแบบคีโตเจนิค ซึ่งมีหลักการคือ กินคาร์โบไฮเดรตในปริมาณต่ำ กินไขมันสูง และโปรตีนในระดับปานกลาง โดยที่คาร์โบไฮเดรตที่กินจะต้องมาจากถั่ว ธัญพืช และพืชผักที่ไม่มีแป้ง

เป้าหมายของการบริโภคอาหารวิธีนี้คือการทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะ "คีโตซีส" (ketosis) เนื่องจากร่างกายไม่มีน้ำตาลกลูโคสจากคาร์โบไฮเดรต จึงทำให้ต้องดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานแทน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ การทานอาหารคีโตเจนิค มีหลักการคือ กินคาร์โบไฮเดรตในปริมาณต่ำ กินไขมันสูง และโปรตีนในระดับปานกลาง เพื่อทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะ "คีโตซีส" จนต้องดึงไขมันในร่างกายมาใช้เป็นพลังงาน

น.ส.พอร์เตอร์ กล่าวว่า ผู้คนพากันเชื่อว่าวิธีการทานอาหารเช่นนี้จะช่วยรักษามะเร็งได้ ซึ่งไม่เป็นความจริงเลยแม้แต่น้อย เธอชี้ว่า การไม่ทานคาร์โบไฮเดรตนั้นบางครั้งก็มีข้อดีตรงที่ช่วยให้เราหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพที่มาด้วยกัน เช่น การหลีกเลี่ยงพาสต้าก็ทำให้เราไม่ต้องทานซอสครีม หรือหากไม่ทานขนมปังก็ช่วยให้เราไม่ต้องทานเนยตามไปด้วย เป็นต้น

แต่อันตรายของการหลีกเลี่ยงคาร์โบไฮเดรตก็คือการสูญเสียเส้นใยอาหารซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อลำไส้ของเรา นอกจากนี้การงดทานธัญพืชเต็มเมล็ดที่ไม่ผ่านการขัดสี หรือขัดสีน้อยที่สุด หรือ โฮลเกรน โดยสิ้นเชิงนั้นก็จะทำให้ร่างกายขาดวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด

ขณะที่ บีเอ็นเอฟ แนะว่า การทานอาหารแบบคีโตเจนิค อาจมีประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักในระยะสั้น แต่การรักษาน้ำหนักที่ลดลงให้คงที่ในระยะยาวอาจเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก

ลดน้ำหนักที่เหมาะสมควรทำอย่างไร?

บีดีเอ มีข้อแนะนำถึงการลดน้ำหนักที่ดีที่สุดไว้ดังนี้:

  • จดบันทึกการทานอาหารและสภาพอารมณ์เพื่อสังเกตและติดตามว่าเรื่องทั้งสองมีความเกี่ยวโยงกันหรือไม่
  • ทำรายการกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหาร ซึ่งคุณสามารถทำได้เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจจากการคิดถึงเรื่องอาหารได้
  • ตั้งเป้าหมายที่สมเหตุสมผลและทำได้จริง: การลดน้ำหนักได้เพียง 5-10% ของน้ำหนักตัวคุณก็ก่อให้เกิดผลดีต่อสุขภาพมากมาย
  • หลีกเลี่ยงการทานอาหารพร้อมกับทำสิ่งอื่นไปพร้อมกัน เช่น ดูทีวี เพราะจะทำให้คุณกินเกินขนาด
  • บนจานอาหารของคุณควรมีผักหรือสลัดอยู่ครึ่งจาน ส่วนอีกครึ่งที่เหลือให้แบ่งออกเป็นอาหารประเภทโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตจากมันฝรั่งหรือข้าวในสัดส่วนเท่า ๆ กัน

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม