ผังสายตระกูลใหญ่ที่สุดในโลกชี้ คนตะวันตกเลิกสมรสในหมู่ญาติช้ากว่าที่คาด

Michael Jayston as Edward Rochester Stephanie Beacham as Blanche Ingram. Mid 19th century England
คำบรรยายภาพ ภาพจากซีรีส์เรื่อง Jane Eyre ของบีบีซีที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของผู้คนในสมัยกลางศตวรรษที่ 19

นักวิจัยชาวอังกฤษศึกษาแผนผังแสดงลำดับการสืบทอดวงศ์สกุลของผู้คนกว่า 13 ล้านคนในโลกตะวันตก ซึ่งจัดว่าเป็นแผนผังครอบครัวแบบต้นไม้ (Family tree) ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทำให้พบว่าธรรมเนียมการสมรสในหมู่เครือญาติกันเองนั้น ไม่ได้สูญหายไปเมื่อช่วงต้นศตวรรษที่ 19 ตามที่เคยเข้าใจกัน แต่ยังดำเนินต่อมาหลังจากนั้นอีกราว 50 ปี หรือถึงช่วงทศวรรษ 1850

นางสาวโจอันนา แคแพลนิส นักศึกษาวิจัยระดับปริญญาเอกจากสถาบัน Wellcome Trust Sanger Institute ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยด้านพันธุศาสตร์ในเมืองเคมบริดจ์ของสหราชอาณาจักร เผยแพร่ผลการค้นพบข้างต้นลงในวารสาร Science หลังรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลสายตระกูลของบุคคลจำนวน 86 ล้านแฟ้ม ที่ได้จากเว็บไซต์ Geni.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ระดมข้อมูลสาธารณะที่เปิดเผยต่อคนทั่วไป

ผู้ใช้เว็บไซต์ดังกล่าวจะสร้างแผนผังครอบครัวของตนเองขึ้น ซึ่งนักวิจัยได้นำแผนผังเหล่านี้มาประกอบกันเมื่อพบจุดเชื่อมต่อระหว่างแต่ละครอบครัว จนได้เป็นผังสายตระกูลที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก

ผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากแผนผังดังกล่าวได้พลิกความเชื่อเดิมที่ว่า ชาวตะวันตกส่วนใหญ่ล้มเลิกธรรมเนียมการแต่งงานกันเองในหมู่เครือญาติไป เมื่อโลกย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ 19 เนื่องจากเทคโนโลยีและระบบการคมนาคมขนส่งที่ดีขึ้น ทำให้ผู้คนเริ่มเดินทางย้ายถิ่นและพบปะกับคนที่อยู่ในเมืองห่างไกลออกไปมากขึ้น

นางสาวแคแพลนิสระบุว่า "แม้ผู้คนจะเริ่มเกิดมาจากพ่อแม่ที่ต่างสายตระกูลกันมากขึ้นในศตวรรษที่ 19 แต่คนจำนวนมากก็ยังคงนิยมแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องของตนเองต่อไปอีกจนถึงช่วงกลางศตวรรษดังกล่าว ดูเหมือนว่าสาเหตุหลักที่ผู้คนหันมาแต่งงานกับคนต่างตระกูลในภายหลังมากขึ้น ไม่ใช่เพราะความเจริญด้านการคมนาคม แต่เป็นเพราะสังคมเริ่มให้การยอมรับน้อยลงมากกว่า"

นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ผังสายตระกูลครั้งนี้ยังชี้ว่า อายุขัยอาจเป็นสิ่งที่ถูกถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้อีกด้วย โดยนักวิจัยพบว่าพี่น้องท้องเดียวกันมักจะมีชีวิตอยู่เป็นเวลานานใกล้เคียงกันและใกล้เคียงกับอายุขัยของพ่อแม่

"อย่างไรก็ตาม คนในครอบครัวเดียวกันและญาติใกล้ชิด มักจะอาศัยอยู่ในเมืองเดียวกัน และมีสภาพแวดล้อมรวมทั้งเงื่อนไขในการดำรงชีวิตคล้ายคลึงกัน จึงยังไม่อาจจะชี้ชัดได้ว่าพันธุกรรมเป็นตัวกำหนดอายุขัยในกรณีนี้" นางสาวแคแพลนิสกล่าว

เมื่อนักวิจัยนำข้อมูลของแต่ละครอบครัวไปเปรียบเทียบกับญาติในสายที่ห่างออกไปและอยู่ต่างเมือง พบว่าค่าความแปรปรวนในเรื่องอายุขัยของคนที่มีสายเลือดเดียวกันนั้น มีอยู่ราว 16% ซึ่งสามารถจะอธิบายได้ด้วยหลักการถ่ายทอดทางพันธุกรรม

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม