นโยบายเศรษฐกิจแบบต่อต้านเอเชียของทรัมป์ จะถูกนำมาปฏิบัติจริงหรือไม่ ?

หนังสือพิมพ์จีน Image copyright AP

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ มักกล่าวระหว่างการหาเสียงบ่อยครั้งว่า ตนมีนโยบายเศรษฐกิจที่ยึดผลประโยชน์ของอเมริกาเป็นหลัก และขู่ว่าจะยกเลิกข้อตกลงทางการค้าที่เสียเปรียบกับต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับจีน ซึ่งทรัมป์เรียกว่าเป็น "นักบิดเบือนค่าเงิน" นอกจากนี้ ทรัมป์ยังให้คำมั่นจะตั้งกำแพงภาษีกับสินค้าจีนที่หลั่งไหลเข้ามาในสหรัฐฯ จำนวนมหาศาล และจะลงโทษบริษัทสัญชาติอเมริกันที่ชอบจ้างงานแบบ Outsource ซึ่งเท่ากับไปสร้างงานให้กับคนเอเชียแทนที่จะเป็นคนอเมริกันอีกด้วย

นโยบายเศรษฐกิจตามแนวลัทธิคุ้มครองทางการค้าของทรัมป์ ทำให้หลายประเทศในเอเชียพากันหวั่นเกรงเมื่อเขาได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดี โดยคะแนนเสียงที่สนับสนุนทรัมป์นั้น สะท้อนถึงความโกรธแค้นของชาวอเมริกันต่อกระบวนการโลกาภิวัฒน์ที่ล้มเหลว ซึ่งกระบวนการนี้ได้ทำให้เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมของเอเชียเฟื่องฟูขึ้น แต่สหรัฐฯกลับขาดดุลการค้าและการจ้างงานมากเป็นเท่าตัว แม้ทรัมป์จะยืนกรานระหว่างหาเสียงว่าจะดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่เรียกคืนผลประโยชน์ให้กับสหรัฐฯ แต่นโยบายที่ดูรุนแรงและอาจสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบเศรษฐกิจเอเชียนี้ จะสามารถนำมาปฏิบัติจริงได้หรือไม่ ? คาริชมา วาสวานี ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจภาคพื้นเอเชียของบีบีซีมีรายงานดังนี้

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ตลาดหุ้นทั่วเอเชียตกฮวบทันทีที่มีรายงานข่าวทรัมป์คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนถึงความกลัวของกิจการต่าง ๆ ในเอเชีย

การค้า

ตลาดหุ้นทั่วเอเชียตกฮวบทันทีที่มีรายงานข่าวทรัมป์คว้าชัยชนะในการเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯ ซึ่งสะท้อนถึงความกลัวของกิจการต่าง ๆ ในเอเชีย ตั้งแต่ผู้ผลิตรถยนต์ไปจนถึงบริษัทขนส่งสินค้าว่า ทรัมป์อาจจะยกเลิกความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ที่สหรัฐฯทำไว้กับหลายชาติ แต่อย่างไรก็ตาม นิโคลัส เตียว นักวิเคราะห์จาก KGI Securities มีความเห็นว่า ในความเป็นจริงแล้วการจะยกเลิกข้อตกลงทางการค้ากับต่างชาตินั้นเป็นไปได้ยาก เพราะโลกาภิวัฒน์ได้เข้ามามีส่วนยึดกุมระบบเศรษฐกิจโลกเอาไว้อย่างมั่นคงระดับหนึ่งแล้ว จึงเป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลใดจะสามารถอยู่รอดด้วยลัทธิคุ้มครองทางการค้าแบบเดิม และคนอย่างทรัมป์ซึ่งได้รับการศึกษามาในหลักสูตรบริหารธุรกิจชั้นนำจะไม่ทำเช่นนั้นแน่

ประเด็นเรื่องจีน

จีนดูจะเป็นประเทศที่เสี่ยงได้รับผลกระทบจากนโยบายเศรษฐกิจของทรัมป์มากที่สุด โดยทรัมป์เคยขู่จะตั้งกำแพงภาษีกับสินค้าจีนสูงถึงร้อยละ 45 แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ธนาคาร HSBC มองว่าไม่น่าจะเกิดขึ้นได้จริงอีกเช่นเคย เพราะนโยบายรุนแรงที่คู่ค้าทั้งสองฝ่ายต่างก็จะเสียผลประโยชน์ด้วยกันเช่นนี้ น่าจะถูกยับยั้งโดยรัฐสภาไปก่อน นอกจากนี้ ผู้คนจำนวนมากที่เลือกทรัมป์ น่าจะไม่ชอบใจกับการที่ต้องซื้อสินค้าจีนแบบราคาแพงขึ้นเป็นหลายเท่าตัวแน่ และจีนเองก็ยังมีมาตรการตอบโต้ต่าง ๆ เตรียมรอไว้แล้วหากมีการตั้งกำแพงภาษีจริง สถาบันวิจัยของ Capital Economics ก็ออกมาชี้ว่า ทรัมป์คงจัดการเรื่องค่าเงินหยวนของจีนไปไม่ได้มากกว่าการเจรจา ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันก็ทำอยู่แล้ว

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ อินเดียและฟิลิปปินส์จะเป็นสองประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก หากทรัมป์ใช้นโยบายขัดขวางการจ้างงานแบบเอาต์ซอร์สในต่างประเทศของบริษัทอเมริกัน

การจ้างงานแบบ Outsource

อินเดียและฟิลิปปินส์จะเป็นสองประเทศที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก หากทรัมป์ใช้นโยบายขัดขวางการจ้างงานแบบเอาต์ซอร์สในต่างประเทศของบริษัทอเมริกัน แต่นารายนา มูร์ธี เจ้าพ่อวงการเอาต์ซอร์สของอินเดีย และผู้ก่อตั้งกิจการไอทียักษ์ใหญ่อินโฟซิสของอินเดียกลับไม่เป็นกังวลเท่าใดนัก โดยเขาบอกว่าทรัมป์จะทำสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผลประโยชน์ของอเมริกา นั่นก็คือการทำให้กิจการต่าง ๆ ประสบความสำเร็จ ด้วยการสร้างงานได้มากขึ้นและส่งออกได้มากขึ้น ซึ่งก็นับว่าจะทำให้อนาคตของการจ้างงานแบบเอาต์ซอร์สยังสดใสอยู่

อัตราดอกเบี้ย

ก่อนหน้านี้ทรัมป์แสดงความไม่ชอบใจอย่างมากที่ธนาคารกลางสหรัฐฯหรือเฟด (FED) คงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับที่ต่ำเกินจริง โดยขู่จะเข้าแทรกแซงและลดความเป็นอิสระในการตัดสินใจบางส่วนของเฟดลงอีกด้วย แต่อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เฟดประกาศเป็นนัยว่ามีแนวโน้มจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนธันวาคม อาจต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากความผันผวนไม่แน่นอนหลังทรัมป์ได้รับเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการในเอเชียที่จะมีเวลาจ่ายคืนหนี้ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐฯในอัตราที่ต่ำนานออกไปอีกระยะหนึ่ง แต่ในที่สุดแล้ว การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และยุคของเงินกู้ราคาถูกกำลังจะจบลง

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ เฟดมีแนวโน้มจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในเดือนธันวาคม อาจต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน เนื่องจากความผันผวนไม่แน่นอนหลังทรัมป์ได้รับเลือกตั้ง ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการในเอเชีย

ตลาดหลักทรัพย์

แม้มูลค่าการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ของเอเชียหลายแห่งจะตกฮวบ หลังได้รับข่าวทรัมป์คว้าชัยชนะในศึกเลือกตั้งสหรัฐฯ แต่ก็เป็นความตื่นตระหนกในระยะสั้นเท่านั้น โดยในวันต่อมาดัชนีหุ้นทั่วเอเชียต่างก็ดีดตัวขึ้นถ้วนหน้ากัน ส่วนแนวโน้มในระยะยาวนั้น นักวิเคราะห์ของธนาคารดีบีเอสในสิงคโปร์ชี้ว่า หากนักธุรกิจอย่างทรัมป์สามารถจะดูแลตลาดทุนได้ดีเท่าสักครึ่งหนึ่งของที่รัฐบาลสหรัฐฯเคยทำได้ตลอด 16 ปีที่ผ่านมา เพียงเท่านั้นก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

ดูเหมือนจะไม่มีใครคาดการณ์ว่า นักการเมืองที่สัญญาจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯเติบโตเป็นสองเท่าอย่างทรัมป์ จะหันไปดำเนินนโยบายรุนแรงแบบที่กล่าวไว้ขณะหาเสียงได้จริง และในเวลาไม่นาน เชื่อว่าสัญชาตญาณนักธุรกิจที่เน้นกลยุทธ์แบบปฏิบัติได้จริงในตัวทรัมป์จะต้องแสดงออกมาอย่างแน่นอน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

อ่านข่าวนี้เพิ่มเติม