รู้จักคนสนิททรัมป์ที่จะได้รับตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลชุดใหม่สหรัฐฯ

ทรัมป์ และ เพนซ์ Image copyright Getty Images

นายโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ในช่วงรับถ่ายโอนอำนาจจากรัฐบาลชุดเดิมเพื่อเตรียมเข้าทำงานในฐานะประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯอย่างเป็นทางการ ซึ่งบรรดาคนสนิทและสมาชิกในครอบครัวของเขาหลายคน ต่างได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งและมีบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศของเขา

บีบีซีได้รวบรวมรายชื่อของบรรดาผู้ใกล้ชิดนายทรัมป์ ทั้งบุคคลในแวดวงการเมือง บรรดาผู้ช่วย และคนในครอบครัว ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับตำแหน่งสำคัญ ๆ ในคณะรัฐบาล หลายฝ่ายมองว่า คนกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ล้วนเป็นผู้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่เอนเอียงไปทางฝ่ายขวา

นายไมค์ เพนซ์ ว่าที่รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ รับหน้าที่หัวหน้าทีมแต่งตั้งผู้เข้ารับตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐบาลชุดใหม่ เขาเป็นผู้มีจุดยืนชัดเจนในการต่อต้านการทำแท้ง โดยเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา นายเพนซ์ วัย 57 ปี ซึ่งเป็นผู้ว่าการรัฐอินดีแอนา ได้ลงนามในกฎหมายห้ามการทำแท้งของรัฐโดยอ้างมูลเหตุแห่งความพิการ เพศ และสีผิว ของทารกในครรภ์

Image copyright EPA

นายเจฟฟ์ เซสชันส์ ส.ว.รัฐแอละบามา หนึ่งในพันธมิตรผู้ใกล้ชิดที่สุดของนายทรัมป์ตลอดช่วงการรณรงค์หาเสียง ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นว่าที่รัฐมนตรียุติธรรมคนใหม่ของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม นายเซสชันส์ เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์หลายครั้งกรณีที่เขามีมุมมองเชิงเหยียดสีผิว

Image copyright AFP

นายไมค์ ปอมเปโอ ส.ส. รัฐแคนซัส ของพรรครีพับลิกัน วัย 52 ปี ได้รับเลือกให้เป็นว่าที่ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (ซีไอเอ) คนใหม่ แม้ก่อนหน้านี้ เขาจะเคยให้การสนับสนุนนายมาร์โก รูบิโอ คู่แข่งของนายทรัมป์ในการชิงตำแหน่งตัวแทนพรรครีพับลิกันลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดี โดยนายปอมเปโอ ได้เคยวิจารณ์ที่รัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ทำข้อตกลงเพื่อจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านและปิดเรือนจำอ่าวกวนตานาโม ในคิวบา

Image copyright AP

พล.ท.ไมเคิล ฟลินน์ นายทหารสัญญาบัตรนอกราชการและอดีตผู้อำนวยการสำนักงานข่าวกรองความมั่นคง (ดีไอเอ) ได้รับเลือกให้เป็นว่าที่ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติประจำทำเนียบขาว โดยก่อนหน้านี้ พล.ท.ฟลินน์ วัย 57 ปี เคยถูกบีบให้ออกจากตำแหน่ง ผอ.ดีไอเอ จากการแสดงมุมมองต่อต้านศาสนาอิสลามแบบสุดโต่ง นอกจากนี้ พล.ท.ฟลินน์ ยังเห็นด้วยกับการที่นายทรัมป์มีนโยบายที่จะนำวิธีสอบปากคำผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายของซีไอเอ ด้วยวิธี "วอเทอร์บอร์ดดิ้ง" กลับมาใช้อีกครั้ง หลังจากที่นายโอบามาสั่งยกเลิกวิธีดังกล่าวไปก่อนหน้านี้ รวมทั้งยังมีแนวคิดว่าสหรัฐฯควรกระชับความร่วมมือกับรัสเซียในสงครามซีเรียเพื่อปราบปรามกลุ่มที่เรียกตัวเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส)

Image copyright AFP

นายเรนซ์ พรีบัส ประธานคณะกรรมาธิการแห่งชาติของพรรครีพับลิกัน วัย 44 ปี ได้รับเลือกให้เป็นว่าที่หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวของนายทรัมป์ แม้ว่าเขาจะไม่เคยมีประสบการณ์ได้รับเลือกตั้งให้เข้าทำงานในหน่วยงานรัฐหรือทำงานด้านนโยบายรัฐมาก่อนก็ตาม

Image copyright Reuters

นายสตีฟ แบนนอน วัย 62 ปี เจ้าของเว็บไซต์ Breitbart ซึ่งมีแนวคิดนิยมขวาจัด และมักถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นผู้สนับสนุนแนวคิดสุดโต่ง ได้รับคัดเลือกจากนายทรัมป์ให้เป็นหัวหน้าทีมวางยุทธศาสตร์ แม้จะไม่ใช่ตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี แต่หลายฝ่ายก็มองว่าเขาจะมีอิทธิพลต่อแนวทางการบริหารประเทศของนายทรัมป์ในฐานะที่ปรึกษาคนสำคัญ

Image copyright Reuters

นอกจากนี้ บรรดาคนสนิทที่ทำงานใกล้ชิดกับนายทรัมป์หลายคนก็ได้รับการคาดหมายว่าอาจได้รับตำแหน่งทางการเมืองต่าง ๆ ด้วย อาทิ นายสตีเฟน มนูชิน นักการธนาคารและประธานฝ่ายการเงินประจำทีมหาเสียงของนายทรัมป์ ได้รับการจับตาว่าอาจเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังคนใหม่ ส่วนนางเคลลีแอนน์ คอนเวย์ ผู้จัดการทีมหาเสียงของนายทรัมป์ก็ถูกคาดการณ์ว่าอาจได้เป็นโฆษกทำเนียบขาว ขณะที่ น.ส.โฮป ฮิกส์ วัย 27 ปี อดีตนางแบบผู้ผันตัวมาเป็นนักประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นโฆษกส่วนตัวของนายทรัมป์อาจได้รับตำแหน่งที่ปรึกษาอาวุโสของว่าที่ผู้นำสหรัฐฯคนใหม่

Image copyright Reuters

ขณะเดียวกัน ก็คาดว่านายทรัมป์จะให้สมาชิกครอบครัวมีส่วนในการบริหารประเทศด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยวัย 35 ปีที่พ่วงตำแหน่งที่ปรึกษาของนายทรัมป์ ผู้มีส่วนสำคัญในการช่วยนายทรัมป์หาเสียง แม้ว่านายคุชเนอร์จะไม่ได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการในรัฐบาล แต่เขาก็ถูกเลือกให้อยู่ในคณะถ่ายโอนอำนาจพร้อมกับบุตรทั้ง 3 คนของนายทรัมป์ ว่ากันว่านายคุชเนอร์ยังเป็นเขยคนโปรดของว่าที่ผู้นำสหรัฐฯด้วย

Image copyright Getty Images