4 เมืองใหญ่ของโลกประกาศเลิกใช้รถเครื่องยนต์ดีเซล

กรุงปารีส Image copyright Getty Images

นายกเทศมนตรี 4 เมืองใหญ่ของโลกประกาศว่าจะยุติการใช้รถยนต์และรถบรรทุกที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซลให้ได้ภายในปี 2564 เพื่อปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดีขึ้น

4 เมืองใหญ่ดังกล่าวได้แก่กรุงปารีส เม็กซิโกซิตี มาดริด และเอเธนส์

นายกเทศมนตรีของทั้งสี่เมืองซึ่งอยู่ระหว่างร่วมการประชุมที่เม็กซิโกเปิดเผยว่าจะเสนอสิ่งจูงใจเพื่อให้คนหันมาใช้รถยนต์ประเภทอื่น และจะส่งเสริมการเดินและการขี่จักรยานให้มากขึ้น

Image copyright AFP

ช่วงไม่กี่ปีมานี้มีการศึกษาถึงผลกระทบของการใช้รถเครื่องยนต์ดีเซลที่มีต่อสภาพอากาศมากขึ้น โดยองค์การอนามัยโลกเชื่อว่ามีผู้เสียชีวิตจากสาเหตุที่เกี่ยวเนื่องกับมลพิษทางอากาศถึง 3 ล้านคนต่อปี ขณะที่เครื่องยนต์ดีเซลเป็นตัวก่อให้เกิดฝุ่นละอองขนาดเล็กและไนโตรเจนออกไซด์ ซึ่งสามารถแทรกซึมเข้าไปอยู่ในปอดและก่อให้เกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด ทั้งยังส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ

กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมพยายามเรียกร้องและดำเนินการทางกฎหมายเพื่อกดดันให้มีการกำหนดค่ามาตรฐานอากาศและออกกฎควบคุมเรื่องคุณภาพอากาศ แต่ความเคลื่อนไหวของนายกเทศมนตรีสี่เมืองใหญ่ของโลกในครั้งนี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าทางการเองก็พร้อมจะผลักดันในเรื่องนี้

Image copyright EPA

ผู้สื่อข่าวบีบีซีรายงานว่า กรุงปารีสได้ดำเนินมาตรการหลายอย่างในเรื่องนี้ เช่น กำหนดห้ามไม่ให้มีการใช้รถยนต์ที่จดทะเบียนก่อนปี 2540 ในกรุงปารีส และเพิ่มข้อจำกัดมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี นอกจากนี้ทุก ๆ เดือน จะห้ามรถยนต์วิ่งบนถนนถนนฌองเซลิเซ่ และเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้ทำทางเดินเท้าระยะทาง 3 กม. ริมฝั่งแม่น้ำเซน ในจุดที่เคยเป็นถนนสำหรับรถยนต์

ด้านนายมานูเอลลา คาร์เมนา นายกเทศมนตรีกรุงมาดริด กล่าวว่าการควบคุมมลพิษจะส่งผลโดยตรงต่อการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเมืองใหญ่ จะช่วยให้คุณภาพอากาศดีขึ้น ซึ่งก็ดีต่อสุขภาพของลูกหลาน ปู่ย่าตายาย และคนที่อยู่ในเมืองเดียวกัน

สำหรับนครบาร์เซโลนานั้นการรณรงค์ให้คนใช้จักรยานมากขึ้นสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลงได้กว่า 9,000 ตัน หรือเทียบเท่ากับการขับรถมากกว่า 21 ล้านไมล์

Image copyright Reuters

ด้านโรเจอร์ ฮาร์ราบิน ผู้สื่อข่าวสายสิ่งแวดล้อมของบีบีซี รายงานว่า การห้ามใช้รถเครื่องยนต์ดีเซลถือว่าเป็นเรื่องสำคัญที่บรรดาผู้ผลิตรถยนต์จะต้องจับตามองและตระหนักว่านายกเทศมนตรีของเมืองใหญ่อื่น ๆ อาจจะตัดสินใจทำเช่นเดียวกันเพียงแต่ว่าจะเป็นเมื่อใดเท่านั้น ในเวลาเดียวกันสิ่งที่เกิดขึ้นในวงการอุตสาหกรรมยานยนต์ชี้ให้เห็นว่าบริษัทใดที่ไม่ปรับตัวในเรื่องสภาพแวดล้อมก็อาจไม่สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ เพราะผู้มีอิทธิพลต่อแนวทางการออกแบบรถยนต์มิใช่ผู้ผลิตรถยนต์อีกต่อไป แต่ผู้ออกกฎเกณฑ์ควบคุมต่างหากที่มีอิทธิพลในเรื่องนี้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง