ยาเม็ดคุมกำเนิดเพิ่มความเสี่ยงให้ป่วยเป็นโรคต่าง ๆ จริงหรือ?

ผู้หญิงกับยาเม็ดคุมกำเนิด Image copyright SPL

งานวิจัยชิ้นล่าสุดของนักวิจัยชาวเดนมาร์กพบความเชื่อมโยงกันของการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดกับการเป็นโรคซึมเศร้า ขณะที่มีการศึกษาหลายชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่ายาคุมกำเนิดทำให้เกิดอาการข้างเคียงหลายอย่าง แต่ความจริงเป็นเช่นนั้นหรือ

องค์การอนามัยโลก ระบุว่าผู้หญิงกว่า 100 ล้านคนทั่วโลก รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด โดยนับตั้งแต่เริ่มมีการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดอย่างแพร่หลายในช่วงทศวรรษ 1960 (พ.ศ.2503-2512) ก็มีการตรวจพบผลข้างเคียงจากการใช้ยา ขณะที่งานวิจัยล่าสุดของนักวิจัยชาวเดนมาร์กชิ้นนี้ได้ศึกษาประวัติทางการแพทย์ของผู้หญิงกว่า 1 ล้านคน อายุระหว่าง 15-34 ปี ซึ่งไม่เคยมีอาการของโรคซึมเศร้ามาก่อน

นักวิจัยพบว่าหากเปรียบเทียบระหว่างผู้หญิงที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดกับผู้ที่ไม่ได้ใช้ จะเห็นว่าในหมู่ผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิด จะได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและได้รับยาเพื่อรักษาอาการ อย่างไรก็ดี ศ.ฟิล ฮานนาฟอร์ด ผู้เชี่ยวชาญเวชปฏิบัติปฐมภูมิ แห่งมหาวิทยาลัยอะเบอร์ดีน เห็นว่ายาเม็ดคุมกำเนิดมีผลเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่จะทำให้เกิดโรคซึมเศร้า

Image copyright Getty Images

โดยในหมู่ผู้หญิง 100 คน ที่ไม่ได้รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด มี 1.7 คนต่อปี ที่ได้รับใบสั่งยารักษาอาการซึมเศร้า ขณะที่ผู้หญิง 100 คน ที่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด มี 2.2 คนต่อปี ที่ต้องทานยาชนิดนี้ ซึ่ง ศ.ฮานนาฟอร์ด เห็นว่าเป็นตัวเลขที่แตกต่างกันไม่มาก นอกจากนี้เขาเห็นว่ายังอาจมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ผู้หญิงที่รับประทานยาคุมกำเนิดอาจเลิกร้างกับคู่รัก ซึ่งอาจทำให้มีอาการซึมเศร้าและได้รับยารักษา

ศ.ฮานนาฟอร์ด เห็นว่างานวิจัยในลักษณะนี้มีผลดีต่อการตั้งสมมติฐาน แต่ไม่ได้เป็นการทดสอบความเชื่อมโยงระหว่างการใช้ยาคุมกำเนิดกับการเกิดโรคซึมเศร้าอย่างแท้จริง ซึ่งจะต้องทำการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่มากกว่าและเปรียบเทียบโดยให้กลุ่มตัวอย่างหนึ่งรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดจริง กับอีกกลุ่มที่ให้รับประทานยาที่ไม่ให้ผลใด ๆ แต่การทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ เพราะนอกจากจะผิดจริยธรรมแล้ว ผู้หญิงที่ทานยาซึ่งไม่ให้ผลใด ๆ อาจเชื่อว่าตัวเองจะไม่ตั้งครรภ์จึงไม่ได้คุมกำเนิดด้วยวิธีอื่นร่วมด้วย

อย่างไรก็ดี โรคซึมเศร้าไม่ได้เป็นผลข้างเคียงอย่างเดียวจากการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ผลข้างเคียงที่พบได้ไม่มากนักอีกอย่างหนึ่ง แต่กลับได้รับความสนใจจากคนทั่วไปคือความเสี่ยงที่จะทำให้โลหิตแข็งตัวเป็นลิ่ม ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่เมื่อคนขาดความเข้าใจอย่างแท้จริงเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงก่อให้เกิดผลหลายอย่างตามมา

Image copyright Getty Images

ในปี 2538 คณะกรรมการว่าด้วยความปลอดภัยทางการแพทย์ ของสหราชอาณาจักร ได้ออกคำเตือนและแถลงข่าวด่วนเกี่ยวกับผลการศึกษาชิ้นหนึ่งที่ชี้ว่ายาเม็ดคุมกำเนิดในยุคที่สาม เพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้โลหิตแข็งตัวเป็นลิ่มมากถึงสองเท่า ความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นจากคำเตือนดังกล่าว ทำให้ผู้หญิงหยุดรับประทานยาคุมกำเนิด และในปีถัดมามีการคลอดบุตรเพิ่มมากขึ้น 12,400 คน และเกิดการทำแท้งเพิ่มมากขึ้น 13,6000 ราย

ศ. เกิร์ด ไกเกอร์เรนเซอร์ ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาความเสี่ยงฮาร์ดิง ในเยอรมนี บอกว่าสิ่งนี้เป็นผลมาจากความไม่เข้าใจว่าความเสี่ยงสัมบูรณ์กับอัตราเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นแตกต่างกันอย่างไร จึงทำให้เกิดปฏิกิริยาทางอารมณ์และส่งผลเสียตามมา

แต่ว่าผู้หญิงจะเข้าใจความเสี่ยงสัมบูรณ์ที่ว่านี้ได้อย่างไร?

เมื่อเร็ว ๆ นี้ เว็บไซต์ นสพ.การ์เดียน เผยแพร่วิดีโอเกี่ยวกับผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งเสียชีวิตจากอาการโลหิตแข็งตัวเป็นลิ่ม ผู้หญิงคนดังกล่าวใช้วิธีคุมกำเนิดหลายอย่างร่วมกันทั้งรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ติดแผ่นแปะคุมกำเนิด และใส่ห่วง

Image copyright BSIP

วิดีโอชิ้นนี้อ้างว่าหากผู้หญิงเข้าใจถึงอัตราการเสียชีวิตก็คงไม่รับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด และหากมีผู้หญิง 10,000 คน ที่คุมกำเนิดด้วยการใส่ห่วง ก็คงมีผู้หญิงสองสามคนที่ต้องเสียชีวิต

ดร.ซาราห์ ฮาร์ดแมน รองผู้อำนวยการศูนย์บริการสุขภาพทางเพศและระบบสืบพันธุ์ กล่าวว่าข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง เพราะเป็นไปได้ที่ผู้หญิง 5-12 คน จาก 10,000 คน จะมีอาการโลหิตแข็งตัวเป็นลิ่ม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเสียชีวิต เพราะอัตราการเสียชีวิตจากอาการโลหิตแข็งตัวเป็นลิ่มในหมู่ผู้หญิงที่ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด มีเพียง 1% หรือประมาณ 3-10 คน ต่อ 1 ล้านคน เท่านั้น ส่วนผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ที่ไม่ได้กินยาเม็ดคุมกำเนิด จะมีความเสี่ยงในอัตรา 2 ต่อ 10,000 คนเท่านั้น

อย่างไรก็ดี การไม่ทานยาคุมกำเนิด ทำให้ผู้หญิงมีโอกาสตั้งครรภ์ และการตั้งครรภ์เองก็เสี่ยงจะทำให้เกิดอาการโลหิตแข็งตัวเป็นลิ่ม แต่ ดร.ฮาร์ดแมน บอกว่าอัตราเสี่ยงอยู่ที่ประมาณ 29 ต่อ 10,000 คน ส่วนผู้หญิงที่เพิ่งคลอดบุตรได้ไม่กี่สัปดาห์ อัตราเสี่ยงอยู่ที่ประมาณ 300-400 ต่อ 10,000 คน นั่นหมายความว่าการมีบุตรทำให้เสี่ยงที่จะเกิดอาการโลหิตแข็งตัวเป็นลิ่มมากกว่าการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดเสียอีก