แอมเนสตี้ฯ เตือนเกิด "หายนะทางมนุษยธรรม" ทหารปล้นฆ่าข่มขืนชาวโรฮิงญาตามใจชอบ

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ ก่อนหน้านี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล เผยว่ามีชาวโรฮิงญาอพยพหนีเหตุรุนแรงไปยังบังกลาเทศแล้วราว 27,000 คน

แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล ออกรายงานสถานการณ์ความรุนแรงล่าสุดในรัฐยะไข่ของเมียนมา โดยเตือนว่ากำลังเกิด "หายนะทางมนุษยธรรม" ในวงกว้าง จากการที่กองทัพเมียนมาออกสังหารชาวมุสลิมโรฮิงญาอย่างไม่เลือกหน้า รวมทั้งจับกุมคุมขังและทรมานผู้คนตามอำเภอใจ โดยมีการข่มขืน ปล้นสะดม เผาทำลายโรงเรียน มัสยิด และบ้านเรือนถึงกว่า 1,200 หลังคาเรือน

รายงานของแอมเนสตี้ซึ่งได้จากการให้ปากคำของเหยื่อความรุนแรง 35 ราย นักข่าวและเจ้าหน้าที่บรรเทาทุกข์อีก 20 ราย ระบุถึงเหตุรุนแรงข้างต้น ซึ่งแอมเนสตี้เห็นว่าเป็นส่วนหนึ่งของการโจมตีชาวโรฮิงญาในวงกว้างอย่างเป็นระบบ และอาจถือได้ว่าเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ

รายงานดังกล่าวมีขึ้น ขณะที่บรรดาผู้นำจากหลายชาติในอาเซียนเข้าร่วมการประชุมที่นครย่างกุ้งของเมียนมา เพื่อหารือเรื่องปัญหาความรุนแรงในรัฐยะไข่ โดยโจนาห์ ฟิชเชอร์ ผู้สื่อข่าวของบีบีซีรายงานว่า การประชุมครั้งนี้มีขึ้นจากแรงกดดันของชาติมุสลิมในอาเซียนอย่างอินโดนีเซียและมาเลเซีย ทั้งที่ก่อนหน้านี้ นางออง ซาน ซูจี ผู้นำเมียนมาไม่ต้องการให้มีการประชุมดังกล่าว และกล่าวหาว่าประชาคมนานาชาติทำให้ประเด็นเรื่องโรฮิงญาวุ่นวายซับซ้อนยิ่งขึ้น

Image copyright MANAN VATSYAYANA/AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ นายนาจิบ ราซัก นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เป็นหนึ่งในผู้นำชาติมุสลิมในอาเซียนที่เรียกร้องให้เมียนมาจัดประชุมหารือประเด็นโรฮิงญา

ทั้งนี้ เหตุรุนแรงต่อชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ครั้งล่าสุดเริ่มขึ้นเมื่อเดือนตุลาคม หลังตำรวจตระเวนชายแดนเมียนมาถูกกลุ่มติดอาวุธที่ประกอบไปด้วยชนกลุ่มน้อยชาวโรฮิงญาเป็นส่วนใหญ่เข้าโจมตี ทำให้เกิดปฏิบัติการปราบปรามที่ลุกลามไปเป็นความรุนแรงระดับที่ผู้แทนสหประชาชาติเรียกว่าเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์

ก่อนหน้านี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล เผยว่ามีชาวโรฮิงญาจากรัฐยะไข่อพยพหนีความรุนแรงไปยังบังกลาเทศแล้วราว 27,000 คน แต่ไม่ทราบชัดว่ามีผู้เสียชีวิตจากเหตุรุนแรงครั้งนี้ไปแล้วเท่าใดแน่ เนื่องจากทางการเมียนมาปฏิเสธว่าไม่ได้ก่อเหตุทารุณโหดร้ายต่อประชาชน และมุ่งปราบปรามเพียงกลุ่มก่อการร้ายเท่านั้น ทางการเมียนมายังไม่อนุญาตให้นักข่าวและเจ้าหน้าที่ด้านมนุษยธรรมเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุด้วย