ทรัมป์ชี้สหรัฐฯ ต้องขยายศักยภาพด้านนิวเคลียร์

Image copyright AP
คำบรรยายภาพ โฆษกของนายทรัมป์แถลงในภายหลังว่า คำพูดของเขาเพียงชี้ว่าสหรัฐฯมีความจำเป็นต้องต่อต้านภัยคุกคามจากอาวุธนิวเคลียร์

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใหม่ ทวีตข้อความชี้ว่าสหรัฐฯจะต้องขยายศักยภาพและเสริมความแข็งแกร่งด้านนิวเคลียร์ ไปจนกว่าทั่วโลกจะพากันมีสติคิดได้ในเรื่องนี้

นายทรัมป์ทวีตข้อความข้างต้น หลังประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน ของรัสเซีย แถลงต่อที่ประชุมทบทวนกิจการด้านการทหารในปีที่ผ่านมาว่า รัสเซียต้องเสริมความแข็งแกร่งทางยุทธศาสตร์ของอาวุธนิวเคลียร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถเจาะทะลวงระบบป้องกันขีปนาวุธทุกชนิดที่มีอยู่และที่กำลังจะพัฒนาขึ้นในอนาคตได้ นอกจากนี้ รัสเซียยังต้องคอยจับตาดูความเปลี่ยนแปลงของดุลอำนาจโลก และสถานการณ์ด้านการเมืองและการทหารโดยรอบแนวพรมแดนรัสเซียด้วย

อย่างไรก็ตาม นายเจสัน มิลเลอร์ โฆษกและผู้จัดการด้านการสื่อสารของนายทรัมป์ชี้แจงในภายหลังว่า ข้อความทางทวิตเตอร์ของนายทรัมป์ในครั้งนี้มีเจตนาเพียงจะชี้ว่า สหรัฐฯมีความจำเป็นจะต้องป้องกันภัยจากการที่ชาติต่าง ๆ แข่งกันแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ รวมทั้งป้องกันไม่ให้อาวุธนิวเคลียร์เข้าถึงกลุ่มก่อการร้ายและชาติที่มีพฤติกรรมเป็นอันธพาล

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน แถลงต่อคณะที่ปรึกษาว่า รัสเซียมีความแข็งแกร่งยิ่งกว่าศัตรูชาติใด ๆ

ก่อนหน้านี้ นายทรัมป์เคยกล่าวในระหว่างการรณรงค์หาเสียงว่า ปัญหาการแพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์เป็นปัญหาที่ใหญ่ที่สุดเพียงปัญหาเดียวที่โลกกำลังเผชิญอยู่ โดยในปัจจุบันสหรัฐฯมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง 7,100 หัวรบ และรัสเซียมีในครอบครอง 7,300 หัวรบ

ด้านสายการบินเจ็ตบลูของสหรัฐฯแถลงว่า ได้ให้ผู้โดยสารชายคนหนึ่งลงจากเที่ยวบินที่เตรียมจะออกเดินทางจากสนามบินเจเอฟเคในนครนิวยอร์กไปยังเมืองปาล์มบีชของรัฐฟลอริดา เนื่องจากผู้โดยสารคนดังกล่าวตามราวีต่อว่านางอิวานกา ทรัมป์ บุตรสาวคนโตของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกำลังเดินทางพร้อมกับครอบครัวในเที่ยวบินเดียวกัน

สื่อรายงานว่า ชายที่ถูกให้ลงจากเครื่องบินต่อว่านางอิวานกาว่า "พ่อของเธอกำลังทำลายประเทศของเรา" และว่า "ทำไมเธอถึงมาอยู่ในเที่ยวบินนี้ ทั้งที่ควรจะใช้เครื่องบินส่วนตัว" แต่นางอิวานกาไม่ให้ความสนใจต่อชายคนดังกล่าว