ฝ่ายหนุนเบร็กซิทขอให้ภาคธุรกิจในอียูเร่งทำข้อตกลงการค้ากับสหราชอาณาจักร

ธงสหราชอาณาจักรและอียู Image copyright Christopher Furlong/Getty Images

กลุ่มเคลื่อนไหวลีฟมีนส์ลีฟ (Leave Means Leave) ที่ต้องการให้สหราชอาณาจักรออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปและความเป็นตลาดเดียวอย่างเด็ดขาด (ฮาร์ด เบร็กซิต) ได้ส่งจดหมายไปยังหอการค้าของภาคี 27 ชาติของสหภาพยุโรป (อียู) ขอให้พวกเขากดดันรัฐบาลในประเทศของตนให้ทำข้อตกลงทางการค้ากับสหราชอาณาจักร

จดหมายที่เขียนโดยนายริชาร์ด ไทซ์ และนายจอห์น ลองเวิร์ธ ประธานร่วมกลุ่มลีฟมีนส์ลีฟเตือนว่า การกีดกันทางการค้าจะก่อให้เกิด "ผลร้าย" ตามมา และขอให้สามารถทำการค้าได้อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้กำหนดพิกัดศุลกากรในอัตราที่ต่ำมาก

จดหมายยังระบุด้วยว่า ในปีหน้าจะมีการเลือกตั้งในหลายประเทศที่เป็นสมาชิกอียู และทางกลุ่มต้องการให้มั่นใจว่าหลังเบร็กซิทแล้ว สหราชอาณาจักรจะต้องไม่ร่วมอยู่ในตลาดเดียวของอียูอีกต่อไป "ภาคธุรกิจในยุโรปจะยังคงต้องการทำการค้ากับสหราชอาณาจักรเหมือนที่เคยทำมา และหากมีการส่งสัญญาณมาจากคณะกรรมาธิการยุโรปให้มีการกีดกันทางการค้า ก็ควรปฏิเสธไป"

คำบรรยายภาพ นายลองเวิร์ธให้สัมภาษณ์รายการทูเดย์ ว่า สหราชอาณาจักรจะมีอนาคตที่สดใสนอกอียู

นายลองเวิร์ธให้สัมภาษณ์รายการทูเดย์ ทางสถานีวิทยุเรดิโอโฟร์ของบีบีซีว่า สหราชอาณาจักรจะมีอนาคตที่สดใสนอกอียู หากหาทางทำข้อตกลงทางการค้ากับชาติอื่นทั่วโลกได้

นายลองเวิร์ธ ชี้ว่า ใคร ๆ สามารถเข้าถึงตลาดเดียวของอียูได้ทั้งนั้น โดยในแต่ละปี สหรัฐฯ และจีน ต่างส่งสินค้าไปยังอียูหลายพันล้านชิ้น เขาเห็นว่าการออกจากตลาดเดียวของอียูและจ่ายภาษีศุลกากรไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เพราะภาษีที่อียูเรียกเก็บสินค้าจากโรงงานมีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 3.5% เขาคิดว่าจะเป็นการดีกว่าสำหรับทุกคน ถ้าความสัมพันธ์ทางการค้าดำเนินไปอย่างราบรื่น

Image copyright Christopher Furlong/Getty Images

แม้ขณะนี้นายลองเวิร์ธยังไม่ได้รับจดหมายตอบจากผู้นำภาคธุรกิจในอียู แต่เผยว่า "ผมทราบว่าบริษัทในเดนมาร์ก, เนเธอร์แลนด์, ไอร์แลนด์, และเยอรมนี ต่างเป็นห่วงเรื่องเบร็กซิต"

"สหราชอาณาจักรเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญสำหรับพวกเขา ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศเหล่านั้นจะต้องเข้าถึงตลาดในสหราชอาณาจักรให้ได้" นายลองเวิร์ธกล่าว

อีกด้านหนึ่ง นายมาร์ก โบเลียต ประธานนโยบายของซิตีออฟลอนดอน ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลและบริหารพื้นที่ธุรกิจการเงินใจกลางกรุงลอนดอนบอกว่า เขามั่นใจว่า กรุงลอนดอนจะยังคงเป็นศูนย์กลางการเงินชั้นนำของโลก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในปีหน้า และถึงแม้หลายฝ่ายจะเป็นห่วงมากถึงกฎระเบียบที่จะออกมาหลังเบร็กซิทก็ตาม เขาขอให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องหาทางตกลงเรื่องต่าง ๆ ให้ลงตัวก่อนเบร็กซิต ทั้งนี้เพื่อให้ซิตีออฟลอนดอนมีเวลาเตรียมตัวในการแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ซึ่งนี่เป็นแนวทางที่นายฟิลิป ฮัมมอนด์ รัฐมนตรีคลังสหราชอาณาจักรเห็นด้วย