สุดยอดการค้นพบทางโบราณคดีแห่งปี 2016

แม้ปี 2016 จะผ่านพ้นไปแล้ว แต่ในปีที่ผ่านมามีเรื่องราวการค้นพบทางโบราณคดีที่น่าตื่นตาตื่นใจอยู่มากมาย ซึ่งบีบีซีได้รวบรวมนำมาเสนอกับท่านผู้อ่านอีกครั้ง

1. ค้นพบชุมชนล่าช้างดึกดำบรรพ์ในฟลอริดา

Image copyright BRENDAN FENERTY
คำบรรยายภาพ นักโบราณคดีใต้น้ำงมพบกระดูกขาของมาสโทดอนซึ่งเป็นบรรพบุรุษสายหนึ่งของช้าง ในแม่น้ำออซิลลาของรัฐฟลอริดา

นักโบราณคดีใต้น้ำค้นพบเครื่องมือหินที่เก่าแก่ถึง 14,550 ปี พร้อมซากสัตว์ดึกดำบรรพ์ ที่แหล่งโบราณคดีเพจ-แลดสัน (Page-Ladson) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางแม่น้ำออซิลลาในรัฐฟลอริดาของสหรัฐฯ

การค้นพบครั้งนี้เป็นหลักฐานใหม่ที่ชี้ว่า มนุษย์ได้อพยพจากเอเชียเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอเมริกาเหนือเร็วกว่าที่เคยคาดกันไว้ โดยอายุของเครื่องมือหินที่ค้นพบ มีความเก่าแก่กว่าหลักฐานเดิมถึงกว่าหนึ่งพันปี

เชื่อกันว่า มนุษย์โบราณที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอเมริกาเหนือนี้ ดำรงชีวิตด้วยการเก็บของป่าและล่าสัตว์ โดยมีการล่าสัตว์ขนาดใหญ่รวมถึงมาสโทดอนซึ่งเป็นบรรพบุรุษสายหนึ่งของช้างด้วย ทำให้สัตว์โบราณหลายประเภทในแถบนั้นต้องสูญพันธุ์ไป โดยรอยตัดในกระดูกและงาของมาสโทดอนซึ่งพบอยู่รวมกับเครื่องมือหินนั้น เป็นหลักฐานที่บ่งชี้ว่ามนุษย์มีชีวิตอยู่ร่วมกับสัตว์โบราณชนิดนี้มานานอย่างน้อยสองพันปี ก่อนที่พวกมันจะถูกล่าจนสูญพันธุ์ไป

2. พบแมวเริ่มเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ในยุคเกษตรกรรม

Image copyright NHM/SCIENCE PHOTO LIBRARY
คำบรรยายภาพ แมวในอียิปต์เมื่อหลายพันปีก่อนได้รับการยกย่องและมีการทำมัมมี่ให้เมื่อแมวตายลง

ผลตรวจดีเอ็นเอจากซากแมวโบราณที่เก่าแก่ถึง 10,000 ปี จำนวนกว่า 200 ตัว ซึ่งได้จากโบราณสถานหลายแห่งในภูมิภาคยูเรเชียและแอฟริกาชี้ว่า แมวป่าได้เริ่มเข้ามาเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ครั้งแรกในพื้นที่แถบตะวันออกใกล้เช่นตุรกี ในช่วงเริ่มเข้าสู่ยุคเกษตรกรรม โดยแมวป่าเข้ามาล่าหนูในยุ้งฉางตามธรรมชาติ ก่อนที่จะกลายมาเป็นสัตว์เลี้ยงและแพร่พันธุ์ออกไปทางตะวันออกของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนรวมทั้งยุโรปตะวันออกเฉียงใต้ในเวลาต่อมา

ส่วนแมวสายพันธุ์อียิปต์ ซึ่งเคยเชื่อกันว่าเป็นต้นกำเนิดของแมวบ้านทั่วโลกนั้น นักวิจัยกลับพบว่ามีการแพร่พันธุ์ออกไปในดินแดนต่าง ๆ หลังจากนั้นเป็นเวลาหลายพันปี โดยการที่นักเดินเรือนำแมวไปด้วยเพื่อป้องกันหนูทำลายเสบียงอาหาร ทำให้แมวจากอียิปต์ได้ไปเป็นสัตว์เลี้ยงของมนุษย์ในสถานที่ต่าง ๆ ทั่วโลกในที่สุด

3. พบมนุษย์ทำให้โลกร้อนตั้งแต่หมื่นปีที่แล้ว

Image copyright US DOE/SCIENCE PHOTO LIBRARY
คำบรรยายภาพ มีการเสนอให้ปี 1950 เป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ทางธรณีวิทยาคือ Anthropocene ซึ่งความก้าวหน้าทางนิวเคลียร์ของมนุษย์ส่งผลกระทบต่อโลกอย่างมาก

เมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2016 ที่ประชุมด้านธรณีวิทยาระหว่างประเทศที่เมืองเคปทาวน์ของแอฟริกาใต้ ได้กำหนดให้โลกเข้าสู่ยุคใหม่ทางธรณีวิทยาที่เรียกว่า Anthropocene ซึ่งเป็นยุคที่สิ่งแวดล้อมโลกได้รับผลกระทบจากการกระทำของมนุษย์มากที่สุดโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกิจกรรมด้านนิวเคลียร์ โดยยุคนี้เริ่มตั้งแต่ปี 1950 เป็นต้นมา

แต่อย่างไรก็ตาม นักโบราณคดีกลับค้นพบว่า มนุษย์มีส่วนทำลายธรรมชาติและทำให้โลกร้อนมานานนับหมื่นปีแล้ว โดยผลการศึกษาชั้นน้ำแข็งโบราณที่ขั้วโลกใต้พบว่า ยุคที่มนุษย์เริ่มทำการเกษตรเมื่อราวหมื่นปีก่อน มีการปล่อยก๊าซมีเธนและคาร์บอนไดอ็อกไซด์ขึ้นสู่บรรยากาศในปริมาณมากแล้ว ซึ่งส่งผลรบกวนวัฎจักรการปรับตัวของอุณหภูมิโลก ทำให้โลกไม่เย็นตัวลงและไม่เข้าสู่ยุคน้ำแข็งครั้งใหม่

4. พบถิ่นฐานยุคสำริดในอังกฤษมีชะตากรรมคล้ายเมืองปอมเปอี

Image copyright CAMBRIDGE ARCHAEOLOGICAL UNIT
คำบรรยายภาพ ภาพจากจินตนาการของศิลปิน แสดงให้เห็นการตั้งถิ่นฐานยุคสำริดในเมืองปีเตอร์บะระของอังกฤษ ซึ่งมีความมั่งคั่งแต่ล่มสลายไปอย่างรวดเร็วคล้ายเมืองปอมเปอีในอิตาลี

มีการค้นพบซากที่ตั้งถิ่นฐานยุคสำริด ใกล้เมืองปีเตอร์บะระในมณฑลเคมบริดจ์เชียร์ของอังกฤษ โดยมีการพบข้าวของเครื่องใช้ ภาชนะ เศษผ้า และเครื่องประดับทำจากแก้วและอำพันในดินตะกอนแม่น้ำ ซึ่งบ่งชี้ว่าเมื่อหลายพันปีก่อนมีชุมชนที่มั่งคั่งสร้างที่อยู่อาศัยทรงกลมบนเสายกสูงเหนือน้ำในบริเวณดังกล่าว

นักโบราณคดีสันนิษฐานว่า การที่ชุมชนยุคสำริดนี้สร้างที่อยู่ขวางทางน้ำ แสดงว่าเป็นกลุ่มชนมั่งคั่งที่มีอำนาจควบคุมการค้าการสัญจรทางน้ำ และมีการติดต่อสัมพันธ์กับผู้คนบนภาคพื้นทวีปยุโรปเป็นอย่างดี แต่ก็พบหลักฐานด้วยว่า ชุมชนนี้ต้องล่มสลายไปอย่างกะทันหันจากเหตุเพลิงไหม้ ซึ่งอาจเกิดจากอุบัติเหตุหรือการโจมตีวางเพลิงก็เป็นได้ โดยซากภาชนะที่ยังมีอาหารบรรจุอยู่ แสดงถึงความรีบร้อนในการทิ้งถิ่นฐานนี้ไป ซึ่งชะตากรรมดังกล่าวมีความคล้ายคลึงกับเมืองปอมเปอีในอิตาลี

5. พบวัฒนธรรมการดูแลผู้ป่วยในชุมชนโบราณ

มีการขุดค้นพบหลุมศพของหญิงพิการที่แหล่งโบราณสถานวัฒนธรรมโฮโฮคัม (Hohokam) ในรัฐแอริโซนาของสหรัฐฯ ซึ่งมีความเก่าแก่ราวค.ศ. 700 - 1400 โดยหลักฐานที่พบในหลุมศพแสดงว่าหญิงผู้นี้น่าจะป่วยด้วยโรคกระดูกสันหลังคดและวัณโรคกระดูกจนไม่สามารถเดินได้ แต่ก็ได้รับการดูแลพยาบาลเป็นอย่างดีจนมีอายุถึงวัยราวยี่สิบปีก่อนเสียชีวิตลง

สภาพศพของหญิงผู้นี้ชี้ว่า เมื่อยังมีชีวิตอยู่เธอมีผู้ดูแลหาอาหารและคอยปรนนิบัติอยู่โดยตลอด ทั้งสิ่งของเครื่องใช้ที่พบในหลุมศพก็มีมากมายหลายอย่างกว่าคนทั่วไป ทำให้สันนิษฐานว่าเธอน่าจะเป็นผู้มีสถานะสูง และได้รับความเคารพจากคนในชุมชนแม้จะเสียชีวิตไปแล้ว