อดีตซีไอเอผู้รับหน้าที่สอบสวนซัดดัม ฮุสเซน "การเมืองอยู่เหนือข้อมูลข่าวกรองเสมอ"

Image copyright other
คำบรรยายภาพ นายจอห์น นิกสัน อดีตเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือซีไอเอ ขณะให้สัมภาษณ์กับบีบีซี

นายจอห์น นิกสัน อดีตเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือซีไอเอ ผู้รับหน้าที่สำคัญครั้งประวัติศาสตร์ในการสอบสวนนายซัดดัม ฮุสเซน อดีตผู้นำเผด็จการอิรัก หลังถูกจับกุมตัวได้เมื่อปี 2003 ได้เปิดเผยถึงเรื่องราวเบื้องลึกของการสอบสวนครั้งนั้นที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้มาก่อน รวมถึงเรื่องความขัดแย้งกรณีอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) ระหว่างทีมงานซีไอเอกับรัฐบาลสหรัฐฯภายใต้อดีตประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู บุช ด้วย

นายนิกสันซึ่งเป็นผู้เขียนหนังสือ Debriefing the President: The Interrogation of Saddam Hussein (ไต่สวนประธานาธิบดี: การสอบปากคำซัดดัม ฮุสเซน) ให้สัมภาษณ์กับรายการวิกทอเรีย เดอร์บีเชียร์ ของบีบีซีว่า เขาคือผู้เชี่ยวชาญมือหนึ่งเรื่องซัดดัม ฮุสเซน ของซีไอเอ โดยได้ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ของผู้นำทั่วโลกรวมถึงข้อมูลเชิงลึกของซัดดัมมาตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานกับซีไอเอแล้ว หน้าที่หลักของเขาคือต้องตอบคำถามผู้นำสหรัฐฯยามที่เกิดวิกฤติต่างประเทศขึ้นให้ได้ว่า ผู้นำของประเทศนั้น ๆ เป็นใครและต้องการอะไรกันแน่

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ "รูแมงมุม" ที่ซัดดัม ฮุสเซน ใช้หลบซ่อนตัวอยู่ขณะถูกเข้าจับกุม

เมื่อเกิดสงครามอิรัก และมีการตามไล่ล่าจนพบตัวซัดดัมที่หนีไปหลบซ่อนใน "รูแมงมุม" ซึ่งเป็นชื่อเรียกทางทหารของหลุมซ่อนตัวขนาดเล็กในฟาร์มใกล้เมืองทิกริตบ้านเกิดของเขาแล้ว ซีไอเอได้ส่งนิกสันไปชี้ตัวและสอบปากคำอดีตผู้นำอิรักเป็นคนแรก ซึ่งเขายืนยันอย่างมั่นใจในทันทีว่า ชายที่ถูกจับกุมมาได้นั้นคือซัดดัม ฮุสเซน ตัวจริง แม้ก่อนหน้านี้จะมีข่าวเล่าลือว่าซัดดัมได้เตรียมตัวปลอมที่มีหน้าตาเหมือนกันเอาไว้หลายคนก็ตาม

นิกสันเล่าว่า ซัดดัมนั้นเป็นคนที่มีความขัดแย้งในตัวเองสูง แต่ก็มีความเป็นมนุษย์มากกว่าภาพลักษณ์ผู้นำเผด็จการผู้เหี้ยมโหดที่สื่อสหรัฐฯนำเสนอกันโดยทั่วไป ทั้งเป็นคนที่มีบุคลิกโดดเด่นไม่เหมือนใครที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เขาเคยพบมา โดยหลายครั้งซัดดัมได้แสดงให้เขาเห็นถึงความมีเสน่ห์ สนุกสนาน และสุภาพอ่อนโยนในตัวด้วย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ซัดดัม ฮุสเซน ในห้องสอบสวนหลังถูกจับกุม

อย่างไรก็ตาม ซัดดัมมีด้านมืดในตัวเอง ซึ่งพร้อมจะแสดงความหยาบคาย หยิ่งยโสและเห็นแก่ตัวออกมาได้เสมอเมื่อคำถามในการสอบปากคำของนิกสันไปแตะต้องประเด็นที่อ่อนไหวของซัดดัมเข้า โดยเขาจะอาละวาดอย่างน่ากลัวเพราะไม่ถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยกุญแจมือหรือสิ่งใด ๆ ทั้งที่ในห้องสอบสวนนั้นมีเพียงนิกสัน เจ้าหน้าที่ควบคุมเครื่องจับเท็จ และล่ามประจำอยู่เท่านั้น

แต่โดยทั่วไปแล้ว ซัดดัมออกจะชอบใจที่ได้สนทนากับนิกสัน เนื่องจากแทบไม่ได้พบปะพูดจากับใครเลยขณะที่หลบซ่อนตัวอยู่หลายเดือน แต่นิกสันเองกลับปวดหัวกับซัดดัมเป็นอย่างยิ่ง โดยเขาพบว่าซัดดัมนั้นเป็นบุคคลที่มีลับลมคมในน่าสงสัยที่สุดคนหนึ่ง โดยทุกคำถามที่เขาถามไป ซัดดัมจะให้คำตอบกลับมาในแบบที่น่าระแวงสงสัยเป็นที่สุดเสมอ นิกสันต้องทำงานสอบสวนด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพื่อให้ซัดดัมยอมตอบคำถามที่รัฐบาลสหรัฐฯต้องการรู้ที่สุดมาให้ได้ ซึ่งก็คือเรื่องการครอบครองอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) ที่สหรัฐฯใช้เป็นข้ออ้างในการทำสงครามอิรักนั่นเอง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เมื่อปี 2006 ซัดดัม ฮุสเซน ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติและต้องโทษประหารด้วยการแขวนคอ

ผลการสอบสวนของนิกสันพบว่า ซัดดัมน่าจะระงับโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิรักไปก่อนหน้านั้นหลายปีแล้ว และไม่น่าจะมีความตั้งใจรื้อฟื้นโครงการดังกล่าวขึ้นมาอีก แต่อย่างไรก็ตาม ผลสอบสวนนี้กลับทำให้บรรดาผู้นำในรัฐบาลสหรัฐฯขณะนั้นมองว่าเขาทำงานล้มเหลว โดยเขาไม่ได้รับมอบหมายให้บรรยายสรุปให้ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช เรื่องสงครามอิรักอีกในปีนั้น

นิกสันแสดงความเห็นว่า เขาพอใจที่จะพบปะสนทนากับซัดดัมมากกว่าบุช ซึ่งเป็นคนที่แยกตัวออกจากโลกของความเป็นจริง ห้อมล้อมไปด้วยบรรดาที่ปรึกษาที่พร้อมจะพยักหน้าเห็นด้วยกับเขาตลอดเวลา ข้อมูลของซีไอเอที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯควรรับฟังนั้นกลับไม่มีความหมาย เพราะการเมืองนั้นอยู่เหนือข้อมูลข่าวกรองเสมอ นิกสันบอกว่าเขารู้สึกอับอายกับสิ่งที่เกิดขึ้นในอิรักนับแต่มีการโค่นล้มซัดดัม ฮุสเซน เป็นต้นมา ซึ่งหากซัดดัมยังคงอยู่ในตำแหน่งผู้นำแล้ว อิรักอาจไม่ตกอยู่ในสภาพย่ำแย่เช่นทุกวันนี้ก็เป็นได้