หญิงผู้พิทักษ์ "สิทธิบุรุษ"

ทีปิกา
คำบรรยายภาพ ทีปิกา ภรัดวาจ นักรณรงค์เพื่อสิทธิของชายที่ถูกใส่ความกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายต่อต้านสินสอด

ใครจะคิดว่าในประเทศอย่างอินเดียที่สิทธิสตรีถูกละเมิดอย่างร้ายแรง โดยมีคดีหญิงถูกทำร้ายในครอบครัวเกิดขึ้นทุก 5 นาที และมีคดีข่มขืนเกิดขึ้นทุก 15 นาที จะมีหญิงผู้หนึ่งที่ไม่สนใจจะต่อสู้เพื่อคุ้มครองสิทธิเพศเดียวกัน แต่กลับไปให้ความสำคัญต่อ "สิทธิบุรุษ" ของชายที่ถูกล่วงละเมิดซึ่งสังคมมักมองข้าม

ทีปิกา ภรัดวาจ วัย 31 ปี เป็นนักรณรงค์เพื่อสิทธิของชายที่ถูกใส่ความกล่าวหาว่าละเมิดกฎหมายต่อต้านสินสอดจากหญิงอดีตภรรยา เธอบอกว่าการเป็นหญิงที่ต่อสู้เพื่อสิทธิบุรุษนั้นไม่แปลกตรงไหน เพราะก็เหมือนกับที่ผู้ชายสามารถต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีได้เช่นกัน "ผู้ชายโดนรังแกไม่ได้หรือ ? ผู้ชายไม่เคยตกเป็นเหยื่อ ไม่เคยถูกเลือกปฏิบัติหรืออย่างไร ? ฉันเลือกที่จะต่อสู้เพื่อสิทธิบุรุษ เพราะการต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีนั้นมีคนทำและพูดถึงอยู่มากมายแล้ว" ทีปิกากล่าว

Image copyright DEEPIKA BHARDWAJ
คำบรรยายภาพ ปัจจุบันมีผู้หญิงร่วมรณรงค์ให้แก้ไขกฎหมายต่อต้านสินสอดกันมากขึ้น

ทีปิกาได้สร้างภาพยนตร์สารคดีเรื่อง Martyrs of Marriage (มรณสักขีของการสมรส) เพื่อสะท้อนถึงปัญหาที่ผู้ชายถูกรังแกจากการใช้บทบัญญัติวรรค 498A ในกฎหมายต่อต้านสินสอดไปในทางที่ผิด โดยบทบัญญัตินี้ถูกเพิ่มเข้ามาเมื่อปี 2526 เพื่อหวังคุ้มครองหญิงที่ถูกสามีทำร้าย เช่นถูกเผาจนตายจากข้อพิพาทเรื่องการให้สินสอดแก่ฝ่ายชาย แต่อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีการพบว่าบทบัญญัตินี้กลับถูกหญิงที่มีเจตนาร้ายนำไปใช้กลั่นแกล้งฝ่ายชายหลายครั้ง โดยมีการแจ้งความเท็จต่อตำรวจว่าตนจะถูกทำร้ายเพราะเหตุขัดแย้งเรื่องสินสอด ซึ่งตำรวจจะต้องเข้าจับกุมตัวสามีหรือญาติของสามีที่ถูกกล่าวหาไว้ก่อนในทันที ตามที่กฎหมายระบุไว้

Image copyright DEEPIKA BHARDWAJ
คำบรรยายภาพ สารคดีเรื่อง Martyrs of Marriage นำเสนอเรื่องราวผู้ชายที่ถูกรังแกจากการใช้กฎหมายต่อต้านสินสอดไปในทางที่ผิด

ทีปิกาบอกว่า การเข้าจับกุมตัวชายผู้ถูกกล่าวหาในทันทีที่มีการแจ้งความนั้น ทำให้ชายหลายคนต้องถูกควบคุมตัวโดยไม่เป็นธรรม บางคนต้องติดคุกหลายปีกว่าจะมีการตัดสินให้พ้นผิด และหลายคนทนความอับอายและแรงกดดันจากสังคมรอบข้างไม่ได้จนต้องฆ่าตัวตายไป ปัจจุบันอินเดียมีกรณีหย่าร้างกันเพิ่มมากขึ้น ทำให้ฝ่ายหญิงที่แค้นเคืองร่วมมือกับบรรดาทนายหัวหมอกลั่นแกล้งสามีด้วยการใช้ข้อหาดังกล่าวเป็นประจำ โดยระหว่างปี 2541-2558 มีชายอินเดียที่ถูกแจ้งดำเนินคดีในข้อหานี้ถึง 2.7 ล้านราย รวมทั้งเจ้าบ่าวเด็กจำนวนมากกว่า 7,700 ราย ซึ่งบางคนมีอายุเพียง 2 ขวบ หรือทารกวัย 2 เดือนก็เคยถูกนำตัวไปควบคุมที่สถานีตำรวจมาแล้ว ทำให้บทบัญญัตินี้ได้ชื่อว่าเป็นกฎหมายที่ถูกใช้ผิดเจตนารมณ์มากที่สุดในประวัติศาสตร์การยุติธรรมของอินเดีย

Image copyright DEEPIKA BHARDWAJ
คำบรรยายภาพ นายอวาเดช ยาดาฟ นายธนาคารที่ฆ่าตัวตายหลังถูกแจ้งดำเนินคดีเรื่องสินสอด

ตัวของทีปิกาเองเคยประสบกับกรณีที่ญาติชายของเธอหย่าร้างกับภรรยา แต่ภายหลังฝ่ายหญิงกลับไปแจ้งดำเนินคดีกับสามีและครอบครัวเรื่องถูกทำร้ายเพราะสินสอด ซึ่งทีปิกามีชื่อตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่าร่วมทำร้ายด้วย ทั้งที่ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ครอบครัวของเธอต้องยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่แก่ผู้หญิงคนนั้นเพื่อให้เรื่องจบลงโดยเร็ว ซึ่งเธอมองว่าคือการข่มขู่รีดไถเงินดี ๆ นี่เอง

อย่างไรก็ตาม ชายหลายคนไม่สามารถเอาตัวรอดพ้นจากการกลั่นแกล้งนี้ไปได้เช่นเดียวกับญาติของทีปิกา ในภาพยนตร์สารคดีของเธอชายหลายคนต้องถูกจำคุก บางคนมีเส้นทางอาชีพที่สดใสโดยเป็นนายธนาคาร แต่ต้องมาแขวนคอตาย โดยทิ้งข้อความไว้ในวิดีโอบอกว่าเขาตายเพราะกฎหมายที่ลำเอียงเข้าข้างเพศหญิงมากเกินไป

Image copyright DEEPIKA BHARDWAJ
คำบรรยายภาพ ครอบครัวของนายอวาเดช ยาดาฟ ยังทำใจไม่ได้กับการจากไปของลูกชาย

ทีปิกากำลังรณรงค์ให้มีการแก้ไขกฎหมายนี้ โดยนำภาพยนตร์สารคดีที่เธอสร้างไปฉายให้กับบรรดาทนาย ผู้พิพากษา เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมได้ชม และกำลังขออนุมัติเข้าไปฉายในรัฐสภาให้ฝ่ายนิติบัญญัติได้รับชมด้วย นอกจากนี้เธอยังเปิดสายด่วนให้คำปรึกษากับชายที่ประสบปัญหานี้ด้วยการดำเนินงานร่วมกับองค์กรเอกชนแห่งหนึ่ง โดยไม่สนใจต่อคำดูหมิ่นถากถางว่า เธอเป็นพวกช่วยเหลือคนผิดและบ่อนทำลายสิทธิของผู้หญิงจากการแก้กฎหมายนี้

"พวกเฟมินิสต์บางคนตำหนิว่าฉันไม่ควรต่อสู้เพื่อผู้ชาย แต่ฉันอยากให้ทุกคนและทุกเพศได้รับความเป็นธรรม งานของฉันไม่ได้ต่อต้านผู้หญิง แต่ต่อต้านความอยุติธรรม" ทีปิกากล่าว