โป๊ปทรงเตือนเรื่องประชานิยม หลังทรัมป์รับตำแหน่ง ปธน.

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส Image copyright Reuters

สมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ทรงเตือนถึงกระแสประชานิยมที่กำลังมาแรง และภัยจากการแสวงหาผู้นำเพื่อกอบกู้สถานการณ์ในยามวิกฤตเพราะอาจทำให้ได้ผู้นำอย่างจอมเผด็จการฮิตเลอร์ โดยผู้นำคริสตจักรโรมันคาทอลิกตรัสเรื่องนี้หลังจากที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งจะสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อีกด้านหนึ่งนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษมีกำหนดจะพบหารือกับนายทรัมป์ ในวันศุกร์ที่จะถึงนี้

ในการให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เอลปาอิซของสเปน ผู้สื่อข่าวได้ทูลถามสมเด็จพระสันตะปาปาว่า ทรงเป็นห่วงหรือไม่เกี่ยวกับกระแสประชานิยมที่กำลังมาแรงในยุโรปและสหรัฐฯ พระองค์ทรงตอบว่า "วิกฤตกระตุ้นให้เกิดความกลัว และความตื่นตระหนก" จากนั้นทรงยกตัวอย่างถึงประชานิยมในยุโรปที่เห็นชัดเจนที่สุดว่า เกิดขึ้นในเยอรมนีเมื่อปี พ.ศ. 2476

Image copyright EPA/GIORGIO ONORATI

สมเด็จพระสันตะปาปา ตรัสว่า เยอรมนีกำลังล่มสลาย และจำเป็นต้องกอบกู้สถานการณ์ จำต้องหาอัตลักษณ์ของตน หาผู้นำ หาใครบางคนที่จะช่วยฟื้นฟูความเป็นเยอรมนี และมีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อว่าอดอล์ฟ ฮิตเลอร์บอกว่า "ผมทำได้ ผมทำได้"

โป๊ปตรัสต่อไปว่า จากนั้นคนเยอรมันเลือกฮิตเลอร์เป็นผู้นำ ฮิตเลอร์ไม่ได้ขึ้นเป็นผู้นำด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง แต่คนเยอรมันลงคะแนนเลือกเขา จากนั้นเขาก็ทำลายคนในประเทศของเขาเอง

Image copyright David Ramos/Getty Images

ในกรณีของนายทรัมป์ โป๊ปตรัสว่าไม่ประสงค์ที่จะกล่าวหรือตัดสินคนล่วงหน้า แต่จะคอยเฝ้าดูว่านายทรัมป์ปฏิบัติอย่างไรและทำอะไร จากนั้นถึงจะทรงแสดงความคิดเห็น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า โป๊ปฟรานซิสกับนายทรัมป์เคยมีความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันในระหว่างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในครั้งนั้นดูเหมือนว่าโป๊ปทรงตั้งคำถามถึงความเชื่อในคริสต์ศาสนาของนายทรัมป์ กรณีที่เขามีแผนจะสร้างกำแพงตามแนวพรมแดนสหรัฐฯ-เม็กซิโก เพื่อกันไม่ให้ชาวเม็กซิกันลักลอบเข้าสหรัฐฯ คำกล่าวนี้ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง

Image copyright PA

อีกด้านหนึ่ง นายฌอน สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาวแถลงว่า นายกรัฐมนตรีเมย์จะพบหารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ที่กรุงวอชิงตันดีซีในวันศุกร์ที่ 27 ม.ค.นี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่านางเมย์ถือเป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่จะได้พบกับผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ หลังจากพิธีสาบานตนรับตำแหน่ง

คาดว่าการทำข้อตกลงเรื่องการค้าเสรี หลังจากที่สหราชอาณาจักรแยกตัวออกจากสหภาพยุโรป หรือเบร็กซิต จะเป็นประเด็นหลักของการหารือ นอกจากนี้ผู้นำทั้งสองน่าจะหารือเรื่ององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (นาโต) สหภาพยุโรป (อียู) การป้องกันประเทศ และรัสเซียด้วย

Image copyright Leon Neal/Getty Images

เอียน วัตสัน ผู้สื่อข่าวบีบีซีรายงานว่า การที่นายกรัฐมนตรีเมย์จะได้พบกับผู้นำคนใหม่ของสหรัฐฯ โดยเร็วในขณะที่กำลังจะมีการเจรจาเรื่องเบร็กซิต การพบกันครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญทางการเมืองและในเชิงสัญลักษณ์ และก่อนหน้านี้มีความพยายามอย่างมากที่จะหาทางให้นางเมย์ เป็นผู้นำคนแรก ๆ ที่จะได้พบกับปธน. ทรัมป์

ในแถลงการณ์ของทำเนียบนายกรัฐมนตรีอังกฤษ นางเมย์กล่าวว่า ทั้งสองประเทศต่างมุ่งมั่นที่จะสานต่อความสัมพันธ์พิเศษ และทำงานร่วมกันเพื่อความรุ่งเรืองและความมั่นคงของประชาชนทั้งสองฟากฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก อังกฤษยังรับปากด้วยว่าจะหารือกับนายทรัมป์อย่าง "ตรงไปตรงมาอย่างแท้จริง"