จารึกทรัมป์ไว้ในประวัติศาสตร์ด้วยข้อเท็จจริง 8 ประการ

นายทรัมป์ Image copyright Getty Images

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ก้าวขึ้นเป็นประธานาธิบดีคนที่ 45 ของสหรัฐฯ พร้อมกับคุณสมบัติบางข้อซึ่งถือว่าเป็นการสร้างสถิติใหม่ เช่น อายุมากที่สุดตอนขึ้นเป็นประธานาธิบดี เม็ดเงินมหาศาลในธนาคาร และไม่มีสัตว์เลี้ยง บีบีซีรวบรวมสถิติมาแบ่งปัน

1. อายุมากที่สุดตอนเป็น ปธน.

นายทรัมป์ ฉลองครบรอบอายุ 70 ปี ไปเมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ที่ผ่านมา ทำให้เขากลายเป็นผู้ที่มีอายุมากที่สุดในขณะรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ นายโรนัลด์ เรแกนเป็นผู้นำคนก่อนหน้านี้ที่ครองสถิติดังกล่าว โดยเขามีอายุ 69 ปี ตอนขึ้นรับตำแหน่งเมื่อปี 2524

เพื่อสยบความเป็นห่วงเป็นใยเรื่องวัย นายทรัมป์ได้ให้แพทย์เขียนจดหมายรับรองว่า เขาจะ "เป็นผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรงที่สุดที่ได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดี"

อายุเฉลี่ยของผู้ที่ขึ้นเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้ง 44 คนก่อนหน้านี้อยู่ที่ 55 ปี นายธีโอดอร์ รูสเวลต์มีอายุน้อยที่สุด ตอนที่ขึ้นเป็นประธานาธิบดี เขามีอายุ 42 ปี กับ 322 วัน

Image copyright Kevin Dietsch - Pool/Getty Images

2. ประธานาธิบดีอัครมหาเศรษฐีคนแรก

นายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีอัครมหาเศรษฐีคนแรกของสหรัฐฯ การประเมินทรัพย์สินส่วนตัวของเขาออกมาต่างกัน ฟอร์บส์ประเมินว่าอยู่ที่ 3.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.31 แสนล้านบาท) แต่นายทรัมป์ระบุในเอกสารฉบับหนึ่งว่ามี "เกิน 1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 3.54 แสนล้านบาท)

อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนก่อน ๆ ต่างร่ำรวยมหาศาลเช่นกัน การประเมินล่าสุดระบุว่า หากคำนวณมูลค่าของเงินในปัจจุบัน ทรัพย์สมบัติของจอร์จ วอชิงตันจะอยู่ที่ 5 ร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 1.77 หมื่นล้านบาท)

ก่อนหน้าเหตุลอบสังหารเมื่อปี 2506 มีรายงานว่าประธานาธิบดีจอห์น เอฟ เคนเนดี มีรายได้จากกองทุนมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 350 ล้านบาท) ที่บิดานักลงทุนของเขาจัดตั้งขึ้น

นายทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่เดินตามรอยของนายอาร์โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ อดีตผู้ว่าการรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่บอกว่าจะไม่รับเงินเดือน โดยเขาจะรับเพียง 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 35 บาท) ต่อปี เพียงเพื่อเป็นสัญลักษณ์เท่านั้น

Image copyright AFP/GETTY IMAGES

3. คณะรัฐมนตรีที่ร่ำรวยที่สุด

ตอนที่นายทรัมป์เปิดเผยรายชื่อบุคคลในคณะรัฐมนตรีของเขา สมาชิกพรรคเดโมแครตหลายคนทวีตข้อความเสียดสีทันควัน วุฒิสมาชิกเบอร์นี แซนเดอร์ส ซึ่งเป็นผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีในนามพรรคเดโมแครตทวีตว่า "ครม.ของนายทรัมป์เป็นครม. ของ, โดย และสำหรับมหาเศรษฐีและอัครมหาเศรษฐี"

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม ครม.ของนายทรัมป์ชุดนี้ก็เป็นครม.ที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของสหรัฐฯ

หนังสือพิมพ์วอชิงตันโพสต์รายงานว่า เฉพาะนายวิลเบอร์ รอสส์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เพียงคนเดียว ซึ่งมีทรัพย์สมบัติราว 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 8.85 หมื่นล้านบาท) ก็จัดว่าร่ำรวยกว่าครม.ชุดแรกในรัฐบาลของนายจอร์จ ดับเบิลยู บุช เสียอีก ซึ่งในสมัยนั้นสื่อก็รายงานว่าครม.ของนายบุชเป็นครม.ของเศรษฐีเช่นกัน

สื่อมวลชนหลายสำนักรายงานว่านายสตีเวน มนูชิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังซึ่งเคยซื้อธนาคารแห่งหนึ่ง หลังจากที่ทำงานกับโกลด์แมน แซคส์มา 17 ปี มีทรัพย์สินกว่า 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 1.4 พันล้านบาท)

มีการประเมินกันว่าครม.ของนายทรัมป์มีทรัพย์สินรวมกันราว 3.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (กว่า 1.239 ล้านล้านบาท) เว็บไซต์ข่าว Quartz รายงานว่าทรัพย์สินของบุคคลในครม.นายทรัมป์มีมูลค่ามากกว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของโบลิเวียเสียอีก

Image copyright @SenSanders

4. ประสบการณ์ทางการเมืองน้อยที่สุด

ชัยชนะของนายทรัมป์มีความสำคัญด้วย เพราะว่าในรอบกว่า 60 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีใครได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยไม่เคยเป็นผู้ว่าการรัฐ เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสมาชิกมาก่อน

ประธานาธิบดีคนสุดท้ายที่จัดว่าไม่มีประสบการณ์ทางการเมืองคือนายดไวต์ ไอเซนฮาวร์ ก่อนหน้าที่จะได้รับเลือกให้เป็นประธานาธิบดีเมื่อปี 2496 เขาเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่สอง

ก่อนหน้านั้นนายเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ ซึ่งเป็นประธานาธิบดีระหว่างปี 2472 - 2476 เคยเป็นวิศวกรและทำงานด้านมนุษยธรรม แต่นายทรัมป์แย้งว่า การที่เขาไม่มีสายสัมพันธ์กับคนในแวดวงการเมืองในกรุงวอชิงตันดีซีถือว่าเป็นข้อดี ไม่ใช่ข้อเสีย และยิ่งไปกว่านั้นเขายังมีประสบการณ์ในการเจรจาต่อรองทำข้อตกลงทางธุรกิจด้วย

Image copyright DEREK R. HENKLE/AFP/Getty Images

5. มีลูกที่ทรงอิทธิพล

นายทรัมป์ได้แต่งตั้งนายจาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์วัย 36 ปี ให้เป็นที่ปรึกษาอาวุโส ซึ่งทำให้ฝ่ายตรงข้ามวิจารณ์ว่าเอื้อประโยชน์ให้เครือญาติ บางคนถึงกับบอกว่า การแต่งตั้งครั้งนี้ทำให้นายคุชเนอร์กลายเป็นลูกเขยประธานาธิบดีที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม นายคุชเนอร์ไม่ใช่คนแรกที่เข้าข่ายข้อกล่าวหาเอื้อประโยชน์ให้เครือญาติ เพราะนายวิลเลียม กิบบ์ส แมกเอดู รัฐมนตรีคลังในสมัยประธานาธิบดีวูดโรว์ วิลสัน ก็แต่งงานกับลูกสาวของปธน.วิลสัน อย่างไรก็ตามกรณีนี้เกิดขึ้นก่อนหน้าที่สหรัฐฯ จะมีกฎหมายต่อต้านการเอื้อประโยชน์ให้เครือญาติซึ่งออกมาเมื่อปี 2510 นอกจากนั้น ตอนแต่งงาน นายแมกเอดูก็ได้เป็นรัฐมนตรีแล้วด้วย

อิวานกา ทรัมป์ ลูกสาวคนโตของนายทรัมป์และภรรยาของนายคุชเนอร์ ก็ถูกขนานนามว่าเป็น "บุตรสาวหมายเลขหนึ่ง" ที่ทรงอิทธิพลที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Image copyright Aaron P. Bernstein/Getty Images

6. มีสัตว์เลี้ยงประจำทำเนีบบขาวน้อยที่สุด

สื่อมักรายงานว่านายทรัมป์เป็นเจ้าของกิจการไหนบ้างและมีอะไรบ้าง ซึ่งอาจทำให้มองข้ามไปว่าอะไรคือสิ่งที่เขาไม่มี เรื่องหนึ่งที่เห็นชัดคือสัตว์เลี้ยง ดูเหมือนว่าเขาจะเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกในรอบกว่าร้อยปี ที่ไม่มีสัตว์เลี้ยงอยู่ในทำเนียบขาว หลังจากที่สื่อรายงานว่าแผนที่จะซื้อสุนัขโกลเด้นดูเดิลให้ลูกชายคนเล็กต้องเป็นอันพับไป เนื่องจากเจ้าของเกิดหลงรักเจ้าตูบและเปลี่ยนใจไม่ยอมขายให้

ข้อมูลจากพิพิธภัณฑ์สัตว์เลี้ยงประธานาธิบดีระบุว่า ประธานาธิบดีเกือบทุกคนมีสัตว์เลี้ยงอย่างน้อยหนึ่งตัว แถมบางคนมีสัตว์มากมายราวกับเป็นสวนสัตว์

ที่สะดุดตาที่สุดคนหนึ่งคือ ปธน.จอห์น เอฟ เคนเนดี เขาเลี้ยงสัตว์ไว้หลายชนิดในทำเนียบขาว มีตั้งแต่กระต่ายชื่อซาซ่าไปจนถึงนกคีรีบูนชื่อโรบิน แต่ที่โดดเด่นที่สุดคือสัตว์เลี้ยงของประธานาธิบดีแคลวิน คูลิดจ์และเกรซ คูลิดจ์ ภรรยา ซึ่งพิพิธภัณฑ์สัตว์เลี้ยงประธานาธิบดีบอกว่า "ราวกับว่าเป็นสวนสัตว์" พวกเขามีสุนัขไม่ต่ำกว่า 12 ตัว มีลาชื่อว่าเอเบเนเซอร์ และสัตว์เลี้ยงอื่น ๆ ที่ได้รับมอบมาจากบุคคลที่มีชื่อเสียงชาวต่างชาติ ซึ่งรวมถึง ลูกสิงโต จิงโจ้แคระ ฮิปโปแคระ และหมีดำ

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ อดีต ปธน.โอบามา เลี้ยงสุนัขชื่อโบที่ทำเนียบขาว

7. ต่อต้านการค้าเสรีเต็มกำลัง

นายทรัมป์ชนะเลือกตั้งได้เป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดยหาเสียงเน้นไปที่การสร้างงานให้กับคนในประเทศ และตำหนินโยบายการค้าเสรีว่าเป็นต้นเหตุทำให้โรงงานในสหรัฐฯ ต้องปิดกิจการเป็นแถว นี่เป็นจุดยืนของประธานาธิบดีที่ไม่ค่อยเห็น คนล่าสุดที่มีแนวคิดดังกล่าวคือนายเฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ ประธานาธิบดีจากพรรครีพับลิกันเช่นกัน ที่อยู่ในตำแหน่งระหว่างปี 2472 - 2476

เมื่อเดือนกันยายน 2558 นายทรัมป์ให้สัมภาษณ์นิตยสารดิอิโคโนมิสต์ ระบุว่าจีน "กำลังฆ่าเรา" และคนอเมริกันนับล้านรู้สึก "เหน็ดเหนื่อยกับการถูกขูดรีด" เขายังบอกด้วยว่าในฐานะประธานาธิบดี เขาจะพิจารณาขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 12% เพื่อให้จีน "เลิกเล่นเกม"

ในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง นายทรัมป์ยังขู่ว่าจะยกเลิกข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ ซึ่งเป็นข้อตกลงระหว่างแคนาดา สหรัฐฯ และเม็กซิโก ที่ดำเนินมา 23 ปีแล้ว

นอกจากนั้น เขายังบอกด้วยว่า ในวันแรกที่ขึ้นเป็นประธานาธิบดี เขาจะนำสหรัฐฯ จะถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (ทีพีพี) ที่มี 12 ชาติ ร่วมลงนาม

Image copyright Jack Taylor/Getty Images

8. ที่หนึ่งของสตรีหมายเลขหนึ่ง

นางเมลาเนีย ทรัมป์ อดีตนางแบบเป็นผู้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ในหลายเรื่องไม่แพ้กับสามีของเธอ

นางทรัมป์เป็นสตรีหมายเลขหนึ่งคนแรกที่มาจากสโลวีเนีย และเป็นคนแรกที่ไม่ได้พูดภาษาอังกฤษแต่กำเนิด

เธอเป็นสตรีหมายเลขหนึ่งคนที่สองที่เกิดนอกสหรัฐฯ สตรีหมายเลขหนึ่งคนแรกที่ครองสถิติคือนางหลุยซา อดัมส์ ภรรยาของจอห์น ควินซี อดัมส์ ประธานาธิบดีคนที่หกของสหรัฐฯ โดยเธอเกิดในกรุงลอนดอน

Image copyright Kevin Dietsch - Pool/Getty Images

เนื่องจากนายทรัมป์แต่งงานมาแล้วสองครั้ง ดังนั้นนางเมลาเนียจึงเป็นภรรยาคนที่สามคนแรกที่ได้เข้าพำนักในทำเนียบขาว มีประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพียงคนเดียวที่เคยหย่าร้างมาก่อนคือนายโรนัลด์ เรแกน โดยเขาหย่ากับเจน ไวแมน ภรรยาคนแรกที่เป็นดารา แต่การหย่าร้างเกิดขึ้นหลายปีก่อนหน้าที่เขาจะขึ้นเป็นประธานาธิบดี

นางทรัมป์พูดภาษาสโลวีเนีย อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน เซอร์เบีย และบางทีอาจจัดได้ว่าเธอเป็นนักภาษาศาสตร์ที่รอบรู้ที่สุดสำหรับบทบาทสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ

เธอยังเป็นภริยาของประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนแรกที่เคยถ่ายแบบเปลือย ซึ่ง นิตยสารจีคิวฉบับปี 2543 เป็นหนึ่งในนิตยสารที่นางทรัมป์เคยถ่ายภาพเปลือยให้

ส่วนนายทรัมป์ก็ไม่น้อยหน้าภรรยา เขาเคยขึ้นปกนิตยสารเพลย์บอยฉบับเดือนมีนาคม 2533 พร้อมกับมีคำกล่าวของนายทรัมป์ที่อยู่ในเครื่องหมายคำพูดว่า "นิตยสารดี อยากขายมันไหมครับ"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง