เมื่อทรัมป์เพลี่ยงพล้ำ จีนเพิ่มเดิมพันเพื่อนำโลก

สี จิ้นผิง Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ จีนภายให้การนำของ สี จิ้นผิง จะเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกหรือไม่

ในพิธสาบานตนรับตำแหน่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้กำหนดกรอบภารกิจใหม่ให้อเมริกา จากการเป็นผู้นำระเบียบโลกเพื่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย มาเป็น 'America First' หรือ 'อเมริกาต้องมาเป็นที่หนึ่ง' ขณะเดียวกัน ผู้นำระบอบคอมมิวนิสต์จีน ได้ปรับภาพลักษณ์จากผู้ที่ใช้อำนาจกีดกันอิทธิพลจากภายนอก มาเป็นผู้ปกป้องโลกาภิวัฒน์และค่านิยมร่วมกัน ดังนั้นหลังจาก หนึ่งสัปดาห์ของการสลับขั้วนี้ผ่านไป มาดูกันว่าจีนจะได้ขึ้นเป็นผู้นำของโลกหรือไม่

ทรัมป์ยืนยันจะยึดแนวทางสังคมนิยม

แม้ว่า 1 สัปดาห์จะดูเป็นช่วงเวลาที่สั้น แต่เมื่อมองในแง่กลยุทธ์ของจีนแล้ว เรียกว่าเป็นไปตามแผน เพราะเป็นเรื่องง่ายที่จะทำตัวให้ดูเฉียบคมในขณะที่คู่แข่งกำลังระส่ำระสาย เนื่องจากความยากลำบากภายในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป เป็นประโยชน์กับจีน อย่างที่นาย ฉาง ชุน จากกระทรวงการต่างประเทศจีนกล่าวระหว่างพูดคุยกับผู้สื่อข่าวต่างชาติว่า "หากคนจะพูดว่าจีนเข้ามาอยู่ในตำแหน่งผู้นำ ก็ไม่ใช่เพราะจีนผลักดันตัวเองเข้ามา แต่เป็นเพราะผู้นำแถวหน้าคนก่อนฟอร์มตกลง และผลักดันให้จีนก้าวขึ้นมา"

เพียงแค่สัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อโต้แย้งเรื่องจำนวนประชาชนที่ไปร่วมพิธีสาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีของปรัมป์ ตามมาด้วยการประท้วงตามท้องถนนในวันต่อมา ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่ามีความแตกแยกในประเทศมหาอำนาจเอง ทั้งที่เป็นช่วงเวลาที่ควรจะปรองดองกัน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายสี แสดงความเห็นในที่ประชุมเวทีเศรษฐกิจโลกที่เมืองดาวอส ต่อต้านการกีดกันทางการค้า โดยมุ่งประเด็นไปที่สหรัฐฯ

สำหรับชาวจีนที่ถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าการประท้วงตามท้องถนนเป็นเรื่องอันตราย ก็จะมองว่านี่เป็นปัญหาความผิดปกติของระบอบการเมือง จากนั้น ก็มีคำพูดของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกมา ในทิศทางเดียวกับรัฐบาลจีน ว่าสื่ออเมริกันเชื่อถือไม่ได้อีก จึงทำให้สัปดาห์ที่ผ่านมา เป็นช่วงส่งเสริมสถานะของระบอบคอมมิวนิสต์จีน และแม้กระทั่งอาจจะทำให้จีนรุดหน้าถึงขนาดอ้างว่าระบอบการปกครองของตนเหนือกว่าก็ได้

เวลาอยู่ในหมู่ผู้นำธุรกิจ ที่ไปร่วมการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลกที่ดาวอส ประธานาธิบดีสี ใช้คำพูดส่งเสริมความเป็นหนึ่งเดียวกันในระดับนานาชาติ แต่พอไปดูหนังสือพิมพ์ พีเพิ่ลส์ เดลี่ ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ก็จะพบว่า รายงานข่าวออกมาในเชิงที่ว่าการเมืองตะวันตกใกล้จะล้มละลายแล้ว "การเผยให้เห็นวิกฤตทางสังคมในระบอบทุนนิยม เป็นหลักฐานล่าสุด ที่แสดงให้เห็นถึงความเหนือกว่าของระบอบสังคมนิยมและระบอบมาร์กซิสต์"

แนวความคิดเช่นนี้ ถือว่าเป็นประโยชน์กับนายสี จิ้นผิงมาก โดยเฉพาะช่วงก่อนที่จะมีการประชุมพรรคคอมมิวนิสต์ ซึ่งจะมีการชี้แจงแผนของผู้นำประเทศในอีก 5 ปีข้างหน้าด้วย และที่ยิ่งไปกว่านั้น การมีความมั่นใจทางการเมืองในประเทศ เป็นโอกาสให้ผู้นำจีนมองไปที่การต่างประเทศได้

สโลแกนที่ประธานาธิบดีสี ชอบใช้ ก็คือ "ความฝันของชาวจีน" และ "การฟื้นคืนสู่ความมีชีวิตชีวาครั้งใหญ่ของชาวจีน" ซึ่งสิ่งเหล่านี้ กำลังเกิดขึ้นเร็วกว่าที่ผู้นำจีนคนก่อน ๆ คิดไว้มาก ตอนที่จีนเข้าเป็นสมาชิกองค์การการค้าโลกใหม่ ๆ ก็มักจะบ่นว่าต้องอยู่ภายใต้กฎที่สหรัฐฯ และพันธมิตรกำหนด โดยคาดว่าจะต้องอยู่แบบนี้ไปเป็นทศวรรษ แต่ปรากฎว่า หลังผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ครั้งนี้ออกมา ก็ทำให้มุมมองของประชาคมโลกเปลี่ยนไปมาก

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ชาวจีนบางคนเชื่อว่าสหรัฐอเมริกา ภายใต้การบริหารของนายทรัมป์ อยู่ในช่วงขาลง

หากเปรียบเทียบกันแล้ว ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ดูมีสมดุล

หากมองที่ตัวบุคคลแล้ว ในประเทศจีน มีคนส่วนหนึ่งที่เปรียบเทียบอุปนิสัยของทรัมป์ กับแนวทางการบริหารประเทศแบบอดีตประธานาธิบดีเหมา เจ๋อตุงของจีน โดยคนเหล่านี้วิจารณ์การใช้ทวิตเตอร์ของทรัมป์ว่า เหมือนจะเป็นรูปแบบใหม่ของคำพูดที่เหมา เจ๋อตุง ก็เคยแถลงออกมารายวันเป็นน้ำท่วมทุ่งในสมัยก่อนเช่นกัน นอกจากนี้ ทั้งคู่ยังมีอุปนิสัยที่คล้ายกัน คือ คาดเดายาก ไม่เชื่อสื่อ และมีความมั่นใจในตนเองสูงมาก ซึ่งก็มีทั้งคนที่ชอบและไม่ชอบ แต่เมื่อเทียบกับผู้นำจีนคนปัจจุบันแล้ว ทรัมป์ทำให้นายสี จิ้นผิง ดูเป็นคนที่เงียบขรึม คาดเดาได้ และมีประสบการณ์ขึ้นมาทันที โดยไม่ได้ดูยิ่งใหญ่ หรือด้อยไปสำหรับการเป็นผู้นำโลกในยุคนี้

จีนกับการขึ้นมาเป็นเสียงของโลกาภิวัฒน์

การนายสี สื่อออกมาว่า จีนต้องการให้โลกเข้าสู่การค้า และโลกาภิวัฒน์ที่เป็นธรรม ได้รับเสียงสนับสนุนจากหลายฝ่าย รวมถึงประเทศที่ร่วมก่อตั้งธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย หรือ AIIB โดยความริเริ่มของจีนนี้ มีสมาชิกเกือบ 60 ประเทศแล้ว และกำลังมีอีก 25 ประเทศที่มีแนวโน้มจะเข้าร่วม

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนที่จีนเริ่มเปิดตัว AIIB โครงการนี้ถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจดึงดูดของเงินจากรัฐบาลจีนและการทูตที่เป็นไปอย่างรวดเร็ว เพราะพันธมิตรของสหรัฐฯ ต่างก็ต่อคิวจะเข้าร่วม แม้ว่าสหรัฐฯ จะคัดค้านอย่างแข็งกร้าวก็ตาม

มาสัปดาห์นี้ นายจิน ลี่ฉวิน ประธาน AIIB กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า ถึงคราวที่จีนจะมีส่วนร่วมกับโลกแล้ว "จีนต้องทำอะไรสักอย่าง ที่สามารถช่วยให้ได้รับการยอมรับในฐานะผู้นำที่มีความรับผิดชอบ"

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ในสหรัฐอเมริกามีคนจำนวนมากต่อต้าน ความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก

แต่ในระยะยาว หากสัปดาห์นี้จะถูกจดจำในฐานของการเทคะแนนนิยมไปหาจีน ก็จะไม่ได้เป็นผลมาจากสิ่งที่รัฐบาลจีนประกาศออกมา แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากรัฐบาลสหรัฐฯมากกว่า โดยสิ่งแรกที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ทำหลังเข้ารับตำแหน่งก็คือ การลงนามในคำสั่งประธานาธิบดี เพื่อให้สหรัฐฯ ถอนตัวจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิค หรือ TPP ซึ่งเป็นการเจรจาที่รัฐบาลโอบาม่ามองว่าจะช่วยให้สหรัฐฯ มีสถานะเป็นผู้นำที่แข็งแกร่งในเอเชีย แต่ทรัมป์ก็ได้พูดแล้วว่า "การกีดกันทางการค้า จะนำไปสู่ความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น" ทั้งที่จดหมายเปิดผนึกจากเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในภูมิภาคเอเชียแสดงออกอย่างชันเจนว่าไม่เห็นด้วย โดยให้เหตุผลว่า การออกจาก TPP อาจทำให้บทบาทของสหรัฐฯ ในภูมิภาคลดลงในอนาคต และในทันทีที่สหรัฐฯ ถอนตัวออกมา ประเทศที่เป็นพันธมิตรของสหรัฐฯ และอยู่ใน TPP อย่างออสเตรเลีย ก็ประกาศว่า หวังจะเปลี่ยนรูปแบบข้อตกลงการค้านี้ใหม่โดยไม่มีสหรัฐฯ และอาจจะเชิญจีนเข้าร่วมด้วย

ถึงอย่างไร จีนก็ไม่มีคู่แข่งในเอเชีย

เรียกได้ว่า เอเชียเป็นสนามทดสอบหลัก ซึ่งมีสหรัฐฯ ยืนขวางความทะเยอทะยานของจีนอยู่ เพราะนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลสหรัฐฯ ก็เน้นย้ำว่าสหรัฐฯ จะมีบทบาทในเอเชียตลอดไป และยังลงทุนลงแรงในด้านการทูตและความมั่นคง เพื่อรักษาระเบียบโลกแบบเสรีนิยม

Image copyright AFP

แต่ตอนนี้หลังจากที่ถอนตัวจาก TPP แล้ว รัฐบาลทรัมป์คงต้องมองหาวิธีใหม่มาทะนุถนอมความสัมพันธ์กับประเทศพันธมิตรหลัก ๆ และหุ้นส่วน เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า 'America First' หรือ 'อเมริกาต้องมาเป็นที่หนึ่ง' ไม่ได้หมายความว่าทุกคนที่เหลือต้องมาทีหลังหมด

อย่างไรก็ตาม เหล่านักการทูตและนายธนาคารของจีน กำลังทุ่มเทพยายามมากขึ้นโดยปราศจากความลังเล อย่างเช่นปีที่ผ่านมา จีนก็สามารถพลิกการแพ้คดีเกี่ยวกับดินแดนในทะเลจีนใต้ ให้เป็นชัยชนะทางการทูตเหนือประธานาธิบดีโรดรีโก้ ดูเตอร์เต้ ของฟิลิปปินส์ได้ และในยุคของทรัมป์ จีนกำลังเล็งมาที่ประเทศไทยด้วย โดยเพิ่งจะยืนยันให้เงินสนับสนุนเรือดำน้ำจีนไปเมื่อสัปดาห์นี้

จีนไม่กลัวที่จะปกป้องตนเอง

บรรยากาศด้านความมั่นคงช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มส่อเค้าลางของเมฆดำที่จะเข้ามาปกคลุมประเด็นความข้ดแย้งในทะเลจีนใต้ จากการที่ฌอห์น สไปเซอร์ โฆษกทำเนียบขาว แถลงย้ำจุดยืนตามนายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ว่าจะปกป้องดินแดนที่เป็นของสากล จากการถูกประเทศใดประเทศหนึ่งยึดครอง ซึ่งคำพูดนี้แม้จะไม่ได้เจาะจงถึงใครเป็นพิเศษ แต่โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ออกมาย้ำทันทีว่า จีนมีอธิปไตยในภูมิภาค และรัฐบาลจะยืนหยัดในการปกป้องสิทธิ์และผลประโยชน์ของตนเอง

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ กองทัพเรือจีนซ้อมรบในทะเลจีนใต้เดือนนี้

ถ้ารัฐบาลทรัมป์ จะโต้กลับจีนในประเด็นทะเลจีนใต้ ก็จะต้องอาศัยแรงสนับสนุนจากพันธมิตร ซึ่งประเทศเหล่านั้นก็จะต้องมาถามตัวเองต่อว่า แนวทางการดำเนินกลยุทธ์ของทรัมป์ ให้ประโยชน์เพียงพอที่จะเสี่ยงด้วยหรือไม่ และจีนก็น่าจะส่งเสริมให้แต่ละประเทศตั้งคำถามกันไป เพื่อให้การเข้ามามีอำนาจเหนือทะเลจีนได้เป็นเรื่องง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้มีผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย มีปัจจัยที่คาดเดาไม่ได้ และมีการเดินเกมผิดหลายครั้ง ซึ่งหลังจาก 1 สัปดาห์ภายใต้ระเบียบโลกแบบใหม่ผ่านไป จีนอาจจะรู้สึกว่ากำลังได้เปรียบมากขึ้น และอาจจะเป็นเวลาอีกหลายเดือนหรือเป็นปี ก่อนที่จะตัดสินได้ว่า การเดิมพันระดับโลกของจีนครั้งนี้ เป็นชัยชนะเหนืออเมริกาภายใต้การบริหารของทรัมป์หรือไม่

ข่าวที่เกี่ยวข้อง