ทางการสหรัฐฯยอมรับ คำสั่งห้ามเข้าประเทศสร้างความสับสนปั่นป่วน

trump's policy Image copyright AFP/GETTY IMAGES
คำบรรยายภาพ นโยบายห้ามพลเมืองจาก 7 ชาติมุสลิมเข้าสหรัฐฯ ทำให้มีผู้ชุมนุมประท้วงทั้งในและต่างประเทศ

ทางการสหรัฐฯยอมรับ การบังคับใช้คำสั่งห้าม 7 ชาติเข้าประเทศมีความสับสนวุ่นวายในช่วงแรก เผยเล็งสอบประวัติการใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อออกวีซ่าในอนาคต

นายเควิน แม็คอลีแนน หัวหน้าสำนักงานศุลกากรและพิทักษ์พรมแดนสหรัฐฯ (CBP) กล่าวยอมรับว่ามีความสับสนในการสื่อสารของรัฐบาล ระหว่างดำเนินการตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ห้ามพลเมืองจาก 7 ชาติเข้าสหรัฐฯ ตั้งแต่ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในช่วงแรก โดยผู้ที่ไม่ควรจะได้รับผลกระทบจากคำสั่งนี้บางส่วนต้องพลอยได้รับความไม่สะดวกในการเดินทางไปด้วย

อย่างไรก็ตาม นายแม็คอลีแนนกล่าวว่า ผู้ที่ถูกควบคุมตัว 720 รายนั้น ได้รับการคัดกรองและการปฏิบัติอย่างมีมนุษยธรรมจากเจ้าหน้าที่ ตั้งแต่เริ่มมีการบังคับใช้คำสั่งดังกล่าว ทั้งยังจะมีการอนุญาตให้ผู้อพยพ 872 รายเดินทางเข้าสหรัฐฯได้ในสัปดาห์นี้เป็นกรณีพิเศษ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ได้เตรียมตัวเดินทางมาล่วงหน้าก่อนคำสั่งของประธานาธิบดีจะมีผล และหากต้องล้มเลิกการเดินทางไปจะได้รับความเดือดร้อนอย่างมาก

สำหรับผู้ที่ถือสองสัญชาติ โดยเป็นพลเมืองของหนึ่งในเจ็ดประเทศต้องห้ามด้วยนั้น นายแม็คอลีแนนกล่าวว่าจะพิจารณาดำเนินการโดยถือเอาหนังสือเดินทางที่ผู้นั้นใช้เป็นหลัก ซึ่งตรงกับที่รัฐบาลของสหราชอาณาจักร แคนาดา และสวิตเซอร์แลนด์แจ้งแก่พลเมืองที่ถือสองสัญชาติของตนว่า จะไม่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งดังกล่าว

สำหรับการพิจารณาออกวีซ่าเข้าสหรัฐฯในอนาคต จะมีการพิจารณาประวัติการใช้อินเทอร์เน็ต หมายเลขโทรศัพท์มือถือ และข้อมูลการใช้โซเชียลมีเดีย กับบุคคลจากประเทศที่ระบบการบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นที่น่าเชื่อถือด้วย

ด้านนายจอห์น เคลลี่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ ได้แถลงย้ำอีกครั้งว่า คำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ได้เป็นการห้ามมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯ เพราะประชากรมุสลิมส่วนใหญ่จากทั่วโลกยังคงเดินทางเข้าสหรัฐฯกันได้อยู่ แต่หลังระยะเวลาบังคับใช้คำสั่ง 90 วันสิ้นสุดลง บางประเทศในจำนวนทั้งเจ็ดอาจยังต้องถูกห้ามเข้าสหรัฐฯต่อไป เนื่องจากเป็นประเทศที่อยู่ในภาวะใกล้ล่มสลาย

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งของประธานาธิบดีทรัมป์จากนานาชาติ โดยนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติกล่าวว่า การใช้ เชื้อชาติ ศาสนา หรือสัญชาติของบุคคลมาเป็นข้อปิดกั้นไม่ให้ข้ามพรมแดนนั้น เป็นมาตรการสุ่มเสี่ยงแบบไม่เลือกหน้า ที่จะทำให้กลุ่มสุดโต่งเป็นฝ่ายมีชัยชนะผ่านการโฆษณาชวนเชื่อได้ ส่วนนางแอมเบอร์ รัดด์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยของสหราชอาณาจักรชี้เช่นเดียวกันว่า การตัดสินใจของนายทรัมป์นั้นผิดพลาด และเป็นโอกาสสร้างการโฆษณาชวนเชื่อของกลุ่มที่เรียกตนเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส)