สหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านเป็นประเทศหนุนก่อการร้ายรายใหญ่ที่สุดของโลก

รมว.กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่าไม่เห็นถึงความจำเป็นที่สหรัฐฯ จะต้องเพิ่มกำลังทหารในตะวันออกกลางเพื่อรับมือกับอิหร่าน

นายเจมส์ แมททิส รมว.กลาโหมสหรัฐฯ ชี้ว่าอิหร่านเป็นประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้ายรายใหญ่ที่สุดของโลก คำกล่าวของเขามีขึ้นเพียงหนึ่งวัน หลังจากที่รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ คว่ำบาตรอิหร่านรอบใหม่ เพื่อตอบโต้การทดสอบขีปนาวุธของอิหร่าน ส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างสองชาติเพิ่มสูงขึ้น

นายแมททิส กล่าวเรื่องนี้ขณะเยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ โดยเขาบอกว่าอิหร่านเป็นชาติที่ให้การสนับสนุนการก่อการร้ายรายใหญ่ที่สุดของโลก สหรัฐฯ เห็นอิหร่านประพฤติไม่เหมาะสมมาหลายครั้ง ตั้งแต่ในเลบานนอนไปจนถึงในซีเรีย ในบาร์เรนและเยเมน ซึ่งจำเป็นที่สหรัฐฯ จะต้องหยิบเรื่องนี้มาพูด อย่างไรก็ตามแม้เกิดความตึงเครียดรอบล่าสุด แต่เขาไม่เห็นถึงความจำเป็นที่สหรัฐฯ จะต้องเพิ่มกำลังทหารในตะวันออกกลางเพื่อรับมือกับอิหร่าน

อิหร่านได้ปฏิบัติการซ้อมรบเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ และบอกว่าการซ้อมรบของตนไม่ได้ละเมิดมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ หรือข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์ที่อิหร่านทำไว้กับชาติมหาอำนาจ รวมทั้งกับสหประชาชาติ

Image copyright AP
คำบรรยายภาพ ภาพการยิงขีปนาวุธของอิหร่านเมื่อปีก่อน

กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน ซึ่งตั้งขึ้นมาเพื่อปกป้องรัฐบาลอิหร่านระบุว่า การซ้อมรบเป็นการแสดงถึงพลังของการปฏิวัติอิหร่าน และอิหร่านไม่ใส่ใจเรื่องการคว่ำบาตร

สื่อทางการอิหร่านรายงานว่า การซ้อมรบเมื่อวาน (4 ก.พ.) เป็นการทดสอบระบบขีปนาวุธที่ผลิตในอิหร่าน รวมถึงเรดาร์ ศูนย์ควบคุมและบัญชาการ และระบบการทำสงครามทางไซเบอร์

ทหารระดับสูงนายหนึ่งบอกว่า กองทัพอิหร่านพร้อมจะ "ระดมยิงขีปนาวุธ" ไปที่ประเทศของศัตรู หากอิหร่านถูกโจมตี อิหร่านทำงานทั้งวันทั้งคืนเพื่อความมั่นคงปลอดภัยของประเทศชาติ

Image copyright @REALDONALDTRUMP

เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ เผยว่าการคว่ำบาตรมีเป้าหมายไปที่บุคคล 13 คน และบริษัท 12 แห่ง เพื่อตอบโต้การทดสอบขีปนาวุธของอิหร่านเมื่อวันที่ 29 ม.ค. ซึ่งการกระทำของอิหร่านบ่งชี้ว่าอิหร่านยังคงให้การสนับสนุนการก่อการร้าย

การคว่ำบาตรครั้งนื้ถือเป็นการคว่ำบาตรครั้งแรกของรัฐบาลประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งส่งสัญญาณที่แข็งกร้าวต่ออิหร่านมากกว่าในสมัยประธานาธิบดีบารัค โอบามา