กระแสระดมทุนสาธารณะเพื่อรักษามะเร็งใน รพ.เอกชน กำลังมาแรง

ลิซ เชฟเพิร์ด
คำบรรยายภาพ ลิซ เชฟเพิร์ด ขอรับบริจาคเงินจากสังคมเพื่อใช้ในการรักษาโรคมะเร็งผ่านทางเว็บไซต์จัสต์กิฟวิง

รายการวิทยุบีบีซีเรดิโอไฟว์ไลฟ์ รายงานว่า ปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคมะเร็งจำนวนมากในอังกฤษหันไปใช้วิธีระดมทุนสาธารณะ เพื่อนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาโรคมะเร็ง ที่สถานพยาบาลของรัฐ อย่างสำนักบริการสาธารณสุขแห่งชาติของอังกฤษ (เอ็นเอชเอส) ไม่มีให้บริการ

ข้อมูลจาก จัสต์กิฟวิง (JustGiving) เว็บไซต์เพื่อการระดมทุนสาธารณะ ระบุว่า เมื่อปีที่แล้วมีผู้ป่วยมะเร็ง หรือญาติพี่น้องและเพื่อนฝูงเข้าไปเปิดบัญชีเพื่อรับบริจาคเงินจากสังคมเป็นจำนวน 2,348 บัญชี ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเมื่อปี 2558 ถึง 7 เท่า โดยเมื่อปีที่แล้ว การระดมทุนประเภทนี้ผ่านทางเว็บไซต์จัสต์กิฟวิง ทำยอดได้เกือบ 200 ล้านบาท มากกว่าเมื่อปี 2558 ซึ่งทำได้เพียง 23 ล้านบาท

เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ลิซ เชฟเพิร์ด คุณแม่ลูกสามจากเมืองแมนฟิลด์ ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเซลล์ขนาดเล็กในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบได้ยากมาก ตอนนี้เธอระดมทุนได้เกือบ 6 ล้านบาท สำหรับใช้จ่ายในการรักษาด้วยวิธีที่เรียกว่าภูมิคุ้มกันบำบัด

Image copyright Science Photo Library
คำบรรยายภาพ การรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการระดมทุนสาธารณะผ่านจัสต์กิฟวิง

ลิซ เข้ารับการบำบัดที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงลอนดอน โดยใช้เงินไปแล้วกว่า 2.5 ล้านบาท เธอบอกว่าร่างกายเธอตอบสนองการบำบัดด้วยวิธีนี้เป็นอย่างดี ตอนนี้เธอไปไหนมาไหน สามารถใช้ชีวิตแบบคนปกติได้แล้ว และไม่ต้องนอนซมอยู่กับเตียงอีกต่อไป ซึ่งหากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากผู้บริจาคใจบุญเหล่านั้น เธอก็คงไม่สามารถมายืนอยู่ตรงนี้ได้ เพราะไม่มีเงินมากพอสำหรับจ่ายค่ารักษาพยาบาล

ข้อมูลจากจัสต์กิฟวิงระบุว่าเมื่อปีที่แล้ว สหรัฐฯ เยอรมนี และเม็กซิโก เป็นประเทศที่ผู้ป่วยในอังกฤษนิยมเดินทางไปรักษาโรคมะเร็ง มีผู้ป่วยกว่า 1 ใน 5 หรือ ราว 404 รายไปรักษาที่สหรัฐฯ ตามด้วยเยอรมนี 142 ราย และ 23 รายไปรักษาที่เม็กซิโก โดยการรักษาแบบภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นวิธีที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในการระดมทุนสาธารณะผ่านจัสต์กิฟวิง

Image copyright Getty Images

ภูมิคุ้มกันบำบัดเป็นวิธีการรักษาโดยใช้ระบบภูมิคุ้มกันของผู้ป่วยเองเพื่อให้กำจัดหรือควบคุมมะเร็ง ซึ่งให้ผลดีในผู้ป่วยบางราย อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญของเอ็นเอชเอสบอกว่า ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีน้ำหนักมากพอ ที่จะยืนยันถึงประสิทธิภาพในการรักษา