มลพิษทางอากาศในเม็กซิโกซิตี้ ไม่ลดลงแม้รัฐบาลให้งดใช้รถส่วนตัว

เม็กซิโก ซิตี้ Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ประชาชนกลับหันไปใช้บริการรถแท็กซี่ รถรับส่ง หรือซื้อรถเพิ่มแทน แม้มีการควบคุมการใช้รถส่วนตัว

ผลวิจัยใหม่เผย นโยบายการงดใช้รถส่วนตัวทุกวันเสาร์ในกรุงเม็กซิโกซิตี้ ไม่ได้ช่วยลดปริมาณมลพิษทางอากาศ

นักวิจัยเผยว่า ผลการคาดการณ์ของนักวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นว่านโยบายการจำกัดปริมาณรถบนท้องถนนในช่วงสุดสัปดาห์จะสามารถลดการปล่อยมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ได้ถึง 15% กลับไม่เป็นไปตามคาด เนื่องจากพลเมืองเลือกที่จะสัญจรไปมาด้วยบริการรถแท็กซี่ รถรับส่ง หรือซื้อรถเพิ่มแทนในช่วงที่มีการควบคุมการใช้รถยนต์ส่วนตัว

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ผลวิจัยเผยว่าการควบคุมการใช้รถส่วนตัวไม่สามารถบรรเทาภาวะมลพิษทางอากาศได้

ย้อนกลับไปในปี 1992 สหประชาชาติได้ประกาศให้เมืองเม็กซิโกซิตี้ เป็นเมืองที่มีมลภาวะสูงที่สุดในโลก ด้วยปริมาณการใช้รถในการสัญจรไปมาเป็นจำนวนมาก ผนวกกับสภาพภูมิประเทศที่เป็นปัจจัยให้มลพิษปกคลุมบริเวณเมืองอย่างหนาแน่น จึงทำให้ประชากรหลายหมื่นคนเจ็บป่วยจากมลภาวะทางอากาศมาหลายต่อหลายปี

รัฐบาลมีความพยายามในการแก้ปัญหาดังกล่าวมาหลายต่อหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ในปี 1989 กับโครงการ Hoy No Circula ที่ประกาศให้ประชาชนงดใช้รถยนต์ส่วนตัวหนึ่งวันต่อสัปดาห์โดยกำหนดวันจากเลขท้ายทะเบียนรถ โดยโครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก นอกจากจะช่วยพัฒนาให้คุณภาพอากาศดีขึ้นแล้ว อันดับเมืองที่มีมลภาวะสูงที่สุดในโลกของเม็กซิโกยังลดลงด้วยการแซงหน้าของเมืองอย่างปักกิ่งและนิว เดลี ซึ่งหลังนโยบายดังกล่าวถูกต่อยอดด้วยการงดใช้รถยนต์ในทุกวันเสาร์ ย้อนกลับไปในปี 2008 มีการวิเคราะห์ว่าไนโตรเจน อ็อกไซด์และละอองฝุ่นจะลดลงถึง 16 %

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ มลภาวะอากาศเป็นพิษเป็นผลพวงมาจากปัญกาการจราจรติดขัด อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่เรื้องรังมานานของเม็กซิโก ซิตี้

นักวิจัยสหรัฐฯ ดร. ลูคัส ดาวิส จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ ได้เผยกับบีบีซีว่า หลังเข้าทำการเก็บตัวอย่างอากาศในทุกชั่วโมง รวมทั้งสำรวจจำนวนผู้ใช้บริการรถสาธารณะและจำนวนผู้เข้าชมสวนสัตว์ประจำเมือง ผลการวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าการจำกัดปริมาณรถบนท้องถนนในวันเสาร์ไม่ได้ช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศกรุงเม็กซิโกซิตี้ให้ดีขึ้น "นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อกระตุ้นให้คนหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะแทน แต่จากข้อมูลที่เราสำรวจคนกลับไม่ใช้รถสาธารณะ หากพวกเขาไม่นั่งแท็กซี่ พวกเขาก็ให้ใครขับรถมารับแทน"

ข้อความหนึ่งจากรายงานการวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Scientific Reports เผยว่า ระบบขนส่งสาธารณะของกรุงเม็กซิโกซิตี้นั้นไม่แพงแต่มักจะแออัดยัดเยียด ซึ่งส่วนหนึ่งของการปฏิเสธการใช้ระบบขนส่งสาธารณะน่าจะมาจากปัจจัยทางด้านสังคม เพราะการมีรถยนต์ส่วนตัวใช้ของชาวเม็กซิกันนั้นบ่งบอกถึงสถานะทางการเงิน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ แม้ว่าจะมีนโยบายการงดใช้รถยนต์ส่วนตัว ประชาชนก็ยังหันหลังให้กับระบบขนส่งสาธารณะ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากผลงานวิจัยนี้ มาร์ค วัตส์ ผู้เชี่ยวชาญและผู้อำนวยการบริหารแห่ง ซี 40 (C40) เครือข่ายพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและการต่อสู้กับภาวะโลกร้อน เชื่อมั่นว่าภาวะมลพิษทางอากาศของเม็กซิโกเป็นความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญในการพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพราะนอกจากนโยบายงดใช้รถยนต์ดังกล่าวแล้ว เมืองเม็กซิโก ซิตี้ยังได้ลงทุนเม็ดเงินมหาศาลในระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อการพัฒนาแนวทางการขับขี่ที่สะอาด "รถประจำทางด่วนหลายสายเพิ่งเปิดบริการให้ใช้ นอกจากนี้ แมนเซร่า ผู้ว่าการแห่งเมืองเม็กซิโก ซิตี้ยังได้กล่าวให้สัญญาที่จะห้ามใช้รถยนต์พลังดีเซลภายในปี 2025 ในงาน C40 Mayors Summit เนื่องจากมลพิษจากเครื่องยนต์ดีเซลคือมลพิษที่เป็นอันตรายต่อประชาชนมากที่สุด"

กรุงมาดริด เอเธนส์ รวมทั้งปารีสก็ได้ให้สัญญาที่จะเริ่มเลิกใช้เครื่องยนต์ดีเซลในปี 2025 เช่นกัน ทั้งนี้หลากหลายเมืองที่กำลังมีสภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตได้กำหนดนโยบายการงดใช้รถยนต์ส่วนตัวเพื่อลดมลภาวะทางอากาศดั่งเช่นเม็กซิโก แต่นอกจากบทเรียนจากเม็กซิโก ซิตี้แล้ว อะไรยังเป็นสิ่งที่สามารถบังคับใช้เพื่อให้มีการลดปริมาณการใช้รถยนต์ส่วนตัวในเมืองที่กำลังพัฒนาได้อีก

ดร. ดาวิสเฉลยว่า "การเพิ่มค่าใช้จ่ายในการครอบครองรถ ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำมันที่สูงขึ้น ภาษีท้องถนน หรือค่าจอดรถที่สูง รวมไปถึงมีการตรวจสอบการปล่อยมลภาวะของรถ อาจเป็นคำตอบ"