ชื่อ อคติ และโอกาสได้งานในอังกฤษ

อุปกรณ์ของท่านไม่สามารถใช้งานเครื่องเล่นสื่อได้
ชื่อ อคติ และโอกาสได้งานในอังกฤษ

ผลการทดสอบโดยบีบีซีชี้ว่า ผู้ที่มีชื่อภาษาอังกฤษ มีโอกาสได้ไปสัมภาษณ์งานมากกว่าผู้ที่มีชื่อมุสลิม

ในการทดลองนี้ ทาง อินไซด์ เอาท์ ลอนดอน ได้ส่งใบสมัครงานพร้อมรายละเอียดคุณสมบัติและประสบการณ์การทำงานแบบเดียวกัน ภายใต้ชื่อ "อดัม" และ "โมฮัมเหม็ด" ไปตามโฆษณารับสมัครงาน 100 ตำแหน่ง

ผลปรากฏว่า อดัม ได้รับการตอบกลับให้ไปสัมภาษณ์งาน 12 ตำแหน่ง ส่วนโมฮัมเหม็ด ได้รับเรียกเพียงแค่ 4 นัด แม้ว่าการทดลองนี้ จะเป็นกลุ่มตัวอย่างที่เล็ก แต่ก็ให้ข้อสรุปในทิศทางเดียวกับผลการศึกษาเชิงวิชาการก่อนหน้านี้หลายฉบับ ว่าชาวอังกฤษที่มีชื่อมุสลิม จะได้งานในตำแหน่งผู้จัดการหรืองานที่ต้องใช้ทักษะทางวิชาชีพ น้อยกว่ากลุ่มศาสนาอื่น

คำบรรยายภาพ ประวัติทั้งสองฉบับที่ส่งไป มีรายละเอียดคุณสมบัติและประสบการณ์เท่ากัน

'การเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน'

ศ.ทาริค โมดุด จากมหาวิทยาลัยบริสตอล วิเคราะห์ผลการทดสอบของบีบีซี ว่า "สิ่งที่เราชี้ให้เห็นอย่างชัดเจน ก็คือผู้สมัครงานที่มีชื่อเป็นมุสลิม มีโอกาสถูกเรียกสัมภาษณ์งานเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น ตอนแรกคิดว่าอัตราการตอบรับน่าจะอยู่ที่ต่ำกว่า 50% แต่ผลนี้แย่กว่าที่คิด โดยเฉพาะในลอนดอน"

คำบรรยายภาพ โยเกช กฤษณะ ดาเว สงสัยว่าตนไม่ได้งานเพราะ 'ชื่อ'

'จอห์น สมิธ' เป็นมิตรกว่า

โยเกช กฤษณะ ดาเว อายุ 56 ปี ผู้อำนวยการด้านคุณภาพของบริษัทผลิตยาแห่งหนึ่งในเมืองสเลาห์ ใช้เวลาหลายทศวรรษเพื่อก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งอาวุโสของบริษัท แต่เท่าที่ผ่านมา ก็สงสัยว่าชื่อมีผลทำให้ตนถูกละเลยในแง่การจ้างงานหรือไม่ จึงได้ทดลองอย่างเงียบๆ "ตอนผมเริ่มหางานทำในยุค '80 ก็ส่งประวัติไป และต้องผิดหวังกับการถูกปฏิเสธ จากนั้นก็มีคนแนะนำให้ลองใส่ชื่อภาษาอังกฤษแทน เพื่อดูว่าใครจะได้งาน ผมก็ใส่ชื่อโยเกช และจอห์น สมิธ ปรากฏว่าจอห์น สมิธ ถูกเรียกไปสัมภาษณ์ ส่วนผมถูกปฏิเสธ"

สถิติจากศูนย์วิจัยเพื่อการศึกษาเรื่องเชื้อชาติและความเป็นพลเมืองของมหาวิทยาลัยบริสตอล ชี้ว่า ชายชาวมุสลิมมีโอกาสได้งานน้อยกว่าชาวคริสต์ผิวขาวประมาณ 76% โดยจากผลสำรวจล่าสุดเมื่อปี 2011 ของสภามุสลิมแห่งสหราชอาณาจักร พบว่า มีชาวมุสลิมประมาณ 1 ล้านคนเศษ จากจำนวนประชากร 8.2 ล้านคนในกรุงลอนดอน แต่กว่าครึ่งของครอบครัวชาวมุสลิมต้องอยู่ในภาวะยากจน ถือเป็นสัดส่วนสูงที่สุดในกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ

ศ.โมดุด เล่าว่า เขาเองก็เคยมีคนบอกให้ใช้ชื่ออื่นในที่ทำงาน "ตอนทำงานสมัยเรียน นายจ้างเคยบอกว่า ให้แนะนำตัวเองว่าชื่อ เทอร์รี่ มิลล์ หรือชื่อประมาณนั้น ซึ่งผมก็ยอมทำตามทั้งที่ไม่ชอบ" ถึงตอนนี้ ศ.โมดุด กล่าวว่า "คงไม่สมัครใจเปลี่ยนชื่อของตัวเอง และยังตั้งชื่อลูกสาวตามชื่อชาวปากีสถานหรือมุสลิม แม้จะคิดว่า อาจจะส่งผลกระทบกับโอกาสการหางานของลูก ๆ"

คำบรรยายภาพ คาลิล อูร์ เราะห์มาน เชื่อว่าทักษะของเขาไม่ใช่ปัญหา

ผลการศึกษาก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นอคติในการจ้างงาน

การลงพื้นที่สำรวจให้กับกระทรวงการจ้างงานและบำนาญ เมื่อปี 2009 ชี้ว่า มีผู้สมัครงานที่มีเชื้อสายเป็นคนกลุ่มน้อย 29% ถูกเลือกปฏิบัติ เมื่อเทียบกับคนผิวขาวที่ได้เปรียบกว่า

และในปี 2015 องค์กรการกุศล เดโมส (Demos) พบว่าชาวอังกฤษที่เป็นคนมุสลิม ได้งานในตำแหน่งบริหารและงานที่เป็นวิชาชีพ น้อยกว่ากลุ่มศาสนาอื่นๆ

คาลิล อูร์ เราะห์มาน เป็นหนึ่งในผู้ที่เชื่อว่า สาเหตุที่ทำให้เขาเป็นผู้ด้อยโอกาสในการจ้างงานไม่ใช่ทักษะ แต่เป็นเพราะศาสนา ซึ่งเขาหันมาดำเนินการทางกฎหมาย โดยอาศัยพระราชบัญญัติความเท่าเทียมปี 2010 ที่ระบุว่า การเลือกปฏิบัติต่อบุคคลใดในที่ทำงาน ด้วยเหตุผลด้านศาสนา ความเชื่อ หรือการไม่มีศาสนา หรือความเชื่อ ถือว่าเป็นความผิด

การจ้างงานโดยไม่ดูชื่อ

นาบิลา มัลลิค ทนายความที่เป็นตัวแทนชาวมุสลิมที่ฟ้องร้องนายจ้างด้วยเหตุผลเกี่ยวกับศาสนา ระบุว่า "ลูกจ้างชาวมุสลิม มักถูกมองว่าไม่ซื่อสัตย์ หัวหมอ และบางครั้งการแต่งกายภายนอกทำให้ถูกมองเป็นพวกสุดโต่ง"

มัลลิค เชื่อว่า อคติต่อชาวมุสลิมในตลาดการจ้างงาน เริ่มรุนแรงขึ้นในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา และมีแนวโน้มจะอ่อนไหวต่อสถานการณ์โลก เช่น ตัวอย่างล่าสุดคือ คำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่กีดกันผู้อพยพและผู้ลี้ภัยจากบางประเทศมุสลิม

เมื่อปี 2015 อดีตนายกรัฐมนตรี เดวิด คาเมรอน แห่งสหราชอาณาจักร ประกาศว่า ยูคาส (Ucas) ซึ่งเป็นระบบให้บริการรับสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จะใช้วิธี "ไม่ดูชื่อ" หรือ "name-blind" ตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นไป ซึ่งมาตรฐานนี้ จะใช้กับการสมัครเรียนระดับปริญญา การฝึกงาน และในบางองค์กร รวมถึงหน่วยงานราชการ บีบีซี เอ็นเอชเอส รัฐบาลท้องถิ่น เคพีเอ็มจี และเอชเอสบีซี

ด้าน จอนนี่ กิ๊ฟฟอร์ด จากสถาบันบุคลากรและการพัฒนา (Chartered Institute for Personnel and Development) กล่าวว่า การรับสมัครโดยไม่ต้องดูชื่อ "เป็นสิ่งที่นายจ้างควรทำในกรณีที่ทำได้ เพราะจะช่วยคนกลุ่มน้อยให้มีโอกาสได้สัมภาษณ์งาน และเป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายด้วย"