เผยเหตุผลศาลสหรัฐฯ ไม่รับเรื่องรื้อฟื้นคำสั่งห้ามเข้าประเทศ

คำสั่งพิเศษประธานาธิบดี, สหรัฐฯ, ห้ามมุสลิมเข้าประเทศ, โดนัลด์ ทรัมป์, ศาลอุทธรณ์, ผู้อพยพ, ผู้ลี้ภัย Image copyright Elijah Nouvelage/Getty Images
คำบรรยายภาพ ผู้คัดค้านคำสั่งห้ามพลเมือง 7 ประเทศเข้าสหรัฐฯ รวมตัวกันที่หน้าศาลอุทธรณ์ในนครซานฟรานซิสโก ซึ่งมีการพิจารณาคำร้องขอเพิกถอนการระงับคำสั่งของประธานาธิบดีเมื่อวานนี้ (9 ก.พ.)

เมื่อวานนี้ (9 ก.พ.) ศาลอุทธรณ์ในนครซานฟรานซิสโก รัฐแคลิฟอร์เนียของสหรัฐฯ มีคำพิพากษาไม่รับคำร้องของกระทรวงยุติธรรม ที่ยื่นเรื่องขอให้ศาลเพิกถอนการระงับคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งห้ามพลเมืองจาก 7 ประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมเดินทางเข้าสหรัฐฯ

ผู้พิพากษามีมติเอกฉันท์ รวม 3 เสียง ไม่รับคำร้องของรัฐบาล โดยให้เหตุผลว่ารัฐบาลไม่มีหลักฐานบ่งชี้ว่าพลเมืองจากกลุ่มประเทศดังกล่าวเคยก่อเหตุโจมตีร้ายแรงในสหรัฐฯ มาก่อน

พลเมืองจาก 7 ประเทศที่ถูกสั่งห้ามเข้าสหรัฐฯ ตามคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีทรัมป์ ได้แก่ อิหร่าน อิรัก ลิเบีย โซมาเลีย ซูดาน ซีเรีย และเยเมน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ตัดสินยืนคำพิพากษาของศาลรัฐบาลกลางในเมืองซีแอตเติล รัฐวอชิงตันของสหรัฐฯ ที่ให้ระงับคำสั่งของนายทรัมป์ ส่งผลให้พลเมืองจาก 7 ประเทศดังกล่าวที่มีวีซ่าอย่างถูกต้องตามกฎหมายยังคงเดินทางเข้าสหรัฐฯ ได้ตามปกติ

ด้านประธานาธิบดีทรัมป์ แสดงความไม่พอใจต่อคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ โดยเผยแพร่ข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า "แล้วเจอกันใหม่ในศาล" พร้อมระบุด้วยว่า "ความมั่นคงของประเทศกำลังอยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง" ส่วนผู้สื่อข่าวบีบีซีระบุว่า กรณีดังกล่าวมีแนวโน้มจะถูกนำขึ้นสู่ศาลฎีกาต่อไป

Image copyright Elijah Nouvelage/Getty Images

เปิดเหตุผลผู้พิพากษา

ทั้งนี้ กระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ เป็นผู้ยื่นคำร้องในนามของรัฐบาลต่อศาลอุทธรณ์ ภายหลังจากศาลรัฐบาลกลางมีคำพิพากษาให้ระงับคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 3 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยระบุว่าเป็นคำสั่งที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

คำแถลงของศาลอุทธรณ์ระบุว่า "แม้สาธารณชนจะได้ประโยชน์ในประเด็นความมั่นคงของประเทศ และประธานาธิบดีที่มาจากการเลือกตั้งมีสิทธิ์ในการประกาศบังคับใช้นโยบาย แต่ในอีกทางหนึ่ง สาธารณชนก็ต้องการให้การเดินทางในสหรัฐฯ มีความราบรื่น ไม่ทำให้ครอบครัวแตกแยก เป็นอิสระ และไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ"

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ในนครซานฟรานซิสโกทั้ง 3 ราย ไม่ได้พิจารณาในประเด็นว่าคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ แต่มีความเห็นแย้งกับกระทรวงยุติธรรม ที่ระบุว่าประธานาธิบดีมีอำนาจในการใช้ดุลพินิจกำหนดนโยบายผู้อพยพของประเทศได้เพียงลำพัง

Image copyright TWITTER

ปฏิกิริยาหลังคำพิพากษา

นอกเหนือจากการแสดงความไม่พอใจผ่านข้อความทางทวิตเตอร์ นายทรัมป์ยังได้เผยแพร่แถลงการณ์เสียง โดยระบุว่าคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์เป็นการตัดสินโดยอิงเหตุผลทางการเมือง

ด้านกระทรวงยุติธรรมออกแถลงการณ์ว่าจะพิจารณาคำตัดสินของศาลและหาแนวทางดำเนินการในด้านอื่นๆ ต่อไป

ก่อนหน้านี้ กลุ่มทนายฝ่ายรัฐบาลระบุว่าคำสั่งห้ามพลเมืองจาก 7 ประเทศเข้าสหรัฐฯ เป็นการใช้อำนาจตามกฎหมายของประธานาธิบดี แต่ศาลในรัฐวอชิงตันและรัฐแคลิฟอร์เนียระบุว่า คำสั่งพิเศษของประธานาธิบดีส่งผลกระทบต่อทั้งสองรัฐ ทั้งในแง่ของการศึกษาในมหาวิทยาลัยและเป็นการเลือกปฏิบัติต่อชาวมุสลิม

ส่วนนายบ็อบ เฟอร์กูสัน อัยการสูงสุดของรัฐวอชิงตัน ซึ่งเป็นผู้ยื่นเรื่องคัดค้านคำสั่งพิเศษของประธานาธิบดี ระบุว่า คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ถือเป็นชัยชนะครั้งยิ่งใหญ่ของรัฐ