รบ.อินโดฯ จับมือสภาวิชาชีพปิดเว็บไซต์สู้ข่าวลวง

การทำงานของสื่อมวลชนอินโดนีเซีย Image copyright Donal Husni/NurPhoto via Getty Images
คำบรรยายภาพ การทำงานของสื่อมวลชนอินโดนีเซีย

กระทรวงสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศของอินโดนิเซีย ร่วมกับสภาสื่อมวลชน (Indonesian Press Council) ในการสู้กับข่าวลวง หรือ fake news ที่แพร่ระบาดสร้างความสับสน และความเกลียดชังในประเทศประชาธิปไตยที่มีประชากรมากที่สุดในอุษาคเนย์

เว็บไซต์ข่าวเทมโป้ รายงานเมื่อต้นเดือนนี้ว่า สภาวิชาชีพของอินโดนีเซียได้ประกาศรับรองรายชื่อผู้ประกอบการสื่อฯ 74 ราย และเชิญเข้ารับประกาศนียบัตรรับรองสถานภาพสื่อฯ ในงานประชุมใหญ่เนื่องในวันสื่อมวลชนแห่งชาติ ในวันที่ 9 ก.พ. 2560 ที่มีประธานาธิบดี โจโก วีโดโด เป็นประธาน

นายโยเชป สแตนลี่ย์ อาดี ปราเซตโย ประธานสภาสื่อมวลชนของอินโดนีเซีย ระบุว่า "ในอนาคต สภาวิชาชีพฯ จะให้การสนับสนุนและปกป้องเฉพาะผู้ประกอบการสื่อฯ ที่ได้รับการรับรองเท่านั้น"

ตามแผนดังกล่าว สื่อฯ ของอินโดนีเซียที่ผ่านการรับรองจากสภาวิชาชีพจะทยอยได้รับแจกคิวอาร์โค้ด เพื่อให้ผู้อ่านสแกน เพื่อตรวจสอบว่าเป็นข่าวจากสื่อที่ได้รับการรับรองหรือไม่ ช่วยให้สามารถแยกแยะออก ระหว่างข่าวเท็จ กับข่าวจากสื่อหลักที่ชื่อถือได้ และสามารถแชร์ได้อย่างสนิทใจ

ขณะนี้ มีเว็บไซต์ในอินโดนีเซีย 234 ราย ที่ได้รับการรับรองเป็นเว็บข่าวแล้ว ซึ่งนายสแตนลี่ย์กล่าวด้วยว่า ผู้ประกอบการสื่อฯ เหล่านี้ จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายสื่อสารมวลชนปี 1999 และกฎระเบียบของสภาวิชาชีพฯ

หนังสือพิมพ์จาการ์ตาโกลบ รายงานว่า 11 เว็บไซต์ที่ถูกกระทรวงสื่อสารและสารสนเทศของอินโดนีเซีย ปิดกั้นเมื่อเร็วๆ นี้ ไม่ได้อยู่ในรายชื่อการรับรองสถานภาพสื่อฯ โดยสาเหตุที่บล็อกเกิดจากการเผยแพร่เนื้อหาเท็จ หรือเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง บนพื้นฐานของเชื้อชาติ ศาสนา

ประธานสภาวิชาชีพฯ เรียกร้องต่อกระทรวงสื่อสารฯว่า "การบล็อกเว็บเหล่านี้ จะต้องศึกษาว่าใครเป็นผู้ร้องเรียน เหตุผลคืออะไร และมีหลักฐานหรือไม่ นอกจากนี้ ก็จะหารือกับสภาวิชาชีพฯ ก่อนจะบล็อก เพื่อตรวจสอบว่าเป็นสื่อฯ ที่อยู่ในรายชื่อที่ผ่านการรับรองหรือไม่"

Image copyright Dimas Ardian/Bloomberg via Getty Images
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดี โจโก วีโดโด แห่งอินโดนีเซีย

ความโปร่งใส

แม้ว่าการบล็อก 11 เว็บดังกล่าว จะเป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรม แต่รัฐบาลอินโดนีเซียก็ถูกสาธารณชนวิจารณ์ว่าควบคุมสื่อและเซนเซอร์เนื้อหาในอินเทอร์เน็ต ซึ่งนายสแตนลี่ย์แนะนำว่า กระทรวงฯ ควรมีความโปร่งใสมากกว่านี้ในแง่มาตรฐานการบล็อกเว็บไซต์ และควรเปิดโอกาสให้ตัวแทนบริษัทเจ้าของเว็บที่โดนบล็อกได้เข้าพบหากมีการร้องขอ แต่สิ่งสำคัญที่สุด คือควรอธิบายเหตุผลว่าทำไมถึงบล็อกเว็บไซต์นั้นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกสาธารณชนตัดสินว่ากระทำเกินกว่าเหตุ

นายสแตนลี่ย์กล่าวด้วยว่า เหตุผลในการบล็อกเว็บไซต์เหล่า นี้ได้ถูกหยิบยกขึ้นมาชี้แจง ระหว่างการหารือกับกระทรวงสารสนเทศฯ และได้แจ้งเหตุผลที่ต้องบล็อกกับเจ้าของเว็บทุกรายแล้ว

สภาสื่อมวลชน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1968 ด้วยวัตถุประสงค์ บ่มเพาะการเติบโต และพัฒนาการของสื่อมวลชนในประเทศ โดยมี รมว กระทรวงข่าวสารเป็น ประธาน ผ่านการปฏิรูปมาหลายครั้ง จนกระทั่งในปี 1999 ประธานาธิบดี จูซุฟ ฮาบีบี ลงนามในคำสั่งเปลี่ยนหน้าที่สภาสื่อมวลชนจากที่ปรึกษาของรัฐบาล มาทำหน้าที่ พัฒนาเสรีภาพ และคุณภาพของสื่อในประเทศ เป็นอิสระจากรัฐบาล

คณะกรรมการของสภาวิชาชีพนี้ มาจากการเลือกตั้ง มีวาระ 3 ปี ประกอบไปด้วย 3 ส่วน คือ ตัวแทนผู้สื่อข่าว ตัวแทนเจ้าของสื่อ และ ผู้นำชุมชนหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อที่บริษัทสื่อเลือกเข้ามา

Image copyright THAI JOURNALIST ASSOCIATION
คำบรรยายภาพ 30 องค์กรวิชาชีพสื่อ ออกมาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน

ข้อมูลเท็จ

นายสแตนลี่ย์ ให้คำแนะนำเรื่องข้อควรระวังในการรับรู้ข่าวสารว่า เวลาอ่านควรตรวจให้แน่ใจว่า ข่าวเหล่านั้นมีอยู่ในรายงานของสื่อหลักด้วยหรือไม่ ถ้าไม่ ก็ควรตรวจสอบข้อมูลของแหล่งข่าวและผู้เผยแพร่ นอกจากนี้ ก็ให้ระวังเนื้อหาที่มุ่งใส่ร้ายตัวบุคคล ซึ่งอาจจะไม่ได้มาในรูปแบบของรายงานข่าว โดยถ้าข้อมูลนั้นเป็นกลลวง แล้วถูกแชร์ออกไปมาก ๆ ก็อาจทำให้บางคนเข้าใจผิดว่าเป็นเรื่องจริงได้

การควบคุมสื่อ

จาการ์ตาโกลบ ระบุด้วยว่า ท่ามกลางการระบาดของข้อมูลเท็จ การเซนเซอร์เนื้อหาในอินเทอร์เน็ต เป็นหนทางหนึ่งที่รัฐบาลหันมาใช้ เพื่อป้องกันการเผยแพร่ข้อความหลอกลวง หรือข้อมูลที่ยืนยันไม่ได้

ด้านรัฐบาลไทยก็กำลังเสนอร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ท่ามกลางข้อถกเถียงในความพยายามจัดตั้งสภาวิชาชีพฯ ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบกับเสรีภาพในการทำหน้าที่สื่อได้เช่นกัน โดย Freedom House องค์กรอิสระที่คอยจับตารายงานสถานะความเป็นประชาธิปไตยและเสรีภาพทั่วโลก จัดอับดับคะแนนเสรีภาพสื่อ จาก 0: มีอิสระน้อยที่สุด ถึง 100: มีอิสระมากที่สุด ให้ไทยอยู่ที่ 32 คะแนน