ย้อนรอยประวัติศาสตร์ การฆ่าด้วยยาพิษ

ยาพิษ, คิม จอง นัม, เกาหลีเหนือ, ลอบสังหาร, ไรซิน, สารหนู, แทลเลียม, สตริกนีน, ไซยาไนด์ Image copyright ISSOUF SANOGO/AFP/Getty Images

ยาพิษ เป็นอาวุธชนิดหนึ่งที่ใช้ในการฆาตกรรมมายาวนาน นับตั้งแต่ในกลุ่มชนชั้นสูงสมัยกรีกโบราณ ตลอดจนสายลับโซเวียต และมาถึงสายลับเกาหลีเหนือในยุคปัจจุบัน โดยนักฆ่ามักเลือกใช้ยาพิษเนื่องจากซ่อนเร้นง่ายและได้ผลถึงชีวิต

การสังหาร คิม จอง นัม พี่ชายต่างมารดาของผู้นำเกาหลีเหนือ ที่สนามบินในมาเลเซีย เป็นเหตุการณ์ที่ฟื้นความสนใจเกี่ยวกับวิธีการฆ่าโดยใช้ยาพิษขึ้นมาอีกครั้ง

เนื้อเรื่องของข่าวนี้แทบจะเหมือนขโมยมาจากนิยายเกี่ยวกับสายลับเลยทีเดียว โดยผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้กล่าวว่า สายลับหญิงที่ถูกส่งมาจากเกาหลีเหนือ ได้ใช้สารพิษกับเหยื่อในปริมาณที่เป็นอันตรายถึงชีวิต โดยมีรายงานที่ชี้ว่า เธอใช้วิธีพ่นสารดังกล่าวใส่หน้าของเหยื่อ ซึ่งการชันสูตรพลิกศพเริ่มได้ขึ้นในวันพุธ (15 ก.พ.)

Image copyright JUNG YEON-JE/AFP/Getty Images

ผู้ที่มีแผนจะลอบวางยาพิษ มีสารเคมีให้เลือกใช้ได้หลายชนิด และบางชนิดสามารถหาได้ค่อนข้างง่าย เช่น

สารไรซิน (Ricin) เป็นสารที่มีอยู่ตามธรรมชาติในเมล็ดละหุ่ง และแทลเลียม (thallium) หรือยาเบื่อหนู เป็นสารมีคุณสมบัติเป็นพิษรุนแรงถึงชีวิต

สารหนู (Arsenic) จะทำให้เหยื่อตายอย่างช้าๆ และทรมาน ในขณะที่สตริกนีน (strychnine) จะทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้อกระตุกรุนแรง ไปพร้อมๆ กับภาวะการหายใจล้มเหลว

พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ที่ปรึกษากระทรวงยุติธรรมของไทย กล่าวกับ เอเอฟพี ว่า "สารไซยาไนด์ ทำให้เหยื่อเสียชีวิตเร็วที่สุด และตรวจพบง่ายที่สุด โดยจะแสดงอาการไปทั่วร่างกาย" หากการชันสูตรศพของเหยื่อพบว่ามี "เลือดสีแดงสด" ก็อาจเป็นสัญญาณของการโดนพิษจากสารไซยาไนด์ได้

นอกจากนี้ ก็ยังมีสารเคมีอย่างโพแทสเซียม ที่สามารถทำให้เกิด "ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติรุนแรง ที่นำไปสู่การเกิดหัวใจวายได้ในเวลาอันรวดเร็ว"

สำหรับสารพิษที่ออกฤทธิ์ช้า อาจเปิดโอกาสให้ผู้ร้ายหลบหนีออกจากสถานที่ก่อเหตุได้โดยไม่ถูกตรวจพบ แต่ พญ.พรทิพย์ กล่าวเสริมว่า สารประกอบเหล่านี้ เก็บรักษาหรือจับต้องได้ไม่ง่ายนัก และหลายอย่างอาจทิ้งร่องรอยตกค้าง กลิ่น หรือสี ที่ทำให้ซ่อนได้ยาก

Image copyright MANAN VATSYAYANA/AFP/Getty Images

แอปเปิ้ล ร่ม และไวน์

เรื่องราวของการวางยาพิษ ทั้งที่เป็นเรื่องจริงและเรื่องแต่ง ต่างก็มีตำนานเฉพาะตัว เช่น คำว่า 'ยาพิษ' ถูกใช้เป็นคำแทน หมายถึงแผนการหักหลังของนักการเมืองที่เป็นศัตรูกัน รวมถึงการแก้แค้น และการฆาตกรรมอย่างเลือดเย็น

นอกจากนี้ ในผลงานเขียนของเช็คสเปียร์ ก็ใช้หัวข้อเกี่ยวกับยาพิษมาเป็นจุดจบของตัวละคร ขณะที่เรื่องราวของสโนว์ไวท์ที่กินแอปเปิ้ลอาบยาพิษ ได้กลายมาเป็นอุทาหรณ์เกี่ยวกับความริษยา

ส่วนในชีวิตจริง นักวิชาการยังคงถกเถียงกันอยู่ว่า พระนางคลีโอพัตรา เสียชีวิตจากการถูกสารหนูหรือถูกพิษงู และพระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช สิ้นพระชนม์จากไวน์ที่มีพิษหรือไม่ รวมถึงข้อสงสัยเกี่ยวกับการสิ้นพระชนม์ของจักรพรรดินโปเลียน ว่าสารคัดหลั่งมีพิษที่พบบนภาพบุผนัง จะเป็นหลักฐานของการลอบสังหารหรือไม่

นอกจากนี้ ก็ยังมีเรื่องราวของแม่บ้านที่ต้องทนทุกข์ในสมัยวิคตอเรีย ซึ่งเป็นที่รู้จักดีจากการลอบใช้สารหนูผสมลงในอาหารและน้ำ เพื่อกำจัดสามีที่ใช้ความรุนแรง

ในสมัยสหภาพโซเวียต จอร์จี มาร์คอฟ นักเขียนที่แปรพักตร์จากบัลแกเรีย ถูกสังหารกลางถนนในลอนดอน เมื่อปี 1978 ด้วยสารไรซิน ที่อาบอยู่บนปลายร่ม และฆาตกรก็หลบหนีไปอย่างลอยนวล

เมื่อปี 2006 รัฐบาลรัสเซียถูกกล่าวหาว่า ก่อเหตุลอบสังหารบนแผ่นดินสหราชอาณาจักร โดย อเล็กซานเดอร์ ลิทวิเนนโก อดีตสายลับรัสเซีย เสียชีวิตอย่างช้า ๆ จากการดื่มชา ที่มีส่วนผสมของสารกัมมันตรังสี โพโลเนียม-210

ส่วนในเอเชีย เมื่อปี 1995 สมาชิกลัทธิมืดของญี่ปุ่น ได้นำสารซาริน ซึ่งเป็นสารทำลายระบบประสาท ใส่ถุงพลาสติกไปโจมตีสถานีรถไฟใต้ดินในกรุงโตเกียวที่มีคนหนาแน่น ทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 12 ราย

และอีก 9 ปีต่อมา มูนีร์ ซาอิด ธาลิบ นักรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวอินโดนีเซีย ก็เสียชีวิต จากการถูกลอบวางยาพิษ บนเที่ยวบินจากจาการ์ตาไปอัมสเตอร์ดัม

สำหรับครั้งนี้ ถ้าหัวหน้าหน่วยสายลับเกาหลีใต้คาดการณ์ถูกต้อง ก็ดูเหมือนว่าเกาหลีเหนือ จะได้เพิ่มบทตอนใหม่ให้กับประวัติศาสตร์อันน่ากลัวของการใช้ยาพิษด้วย