โทนี แบลร์ เรียกร้องประชาชนลุกขึ้นต้านเบร็กซิต

  • 17 กุมภาพันธ์ 2017
นายโทนี แบลร์ Image copyright PA

นายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีอังกฤษบอกว่าเขามี "ภารกิจ" เพื่อโน้มน้าวใจให้คนในสหราชอาณาจักร "ลุกขึ้น" ต่อต้านการถอนตัวออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ เบร็กซิต

นายแบลร์อ้างว่าประชาชนไปลงประชามติ "โดยไม่รู้ถึงเงื่อนไขที่แท้จริงของเบร็กซิต" และพวกเขาควรเปลี่ยนใจได้ หลังจากได้รับรู้ถึงผลดีผลเสียของเบร็กซิตอย่างถ่องแท้

Image copyright Getty Images

นายแบลร์ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษระหว่างปี 2540 ถึง 2550 กล่าวในงานวันนี้ (17 ก.พ.) ที่จัดโดยกลุ่มโอเพนบริเทน ซึ่งหนุนสหภาพยุโรปว่า ฝ่ายที่ผลักดันให้มีการถอนตัวออกจากสหภาพยุโรป (อียู) ต้องการเบร็กซิตแบบที่เรียกว่า "ฮาร์ดเบร็กซิต" คือการออกจากตลาดเดียว และคงเหลือไว้เฉพาะความสัมพันธ์ในกรอบขององค์การการค้าโลก และรัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ พยายามผลักดันทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดเบร็กซิต ซึ่งหากรัฐบาลเร่งเดินหน้าจะนำความเสียหายมาสู่ประเทศอย่างแท้จริง จะกระทบต่ออียูและต่อโลก ซึ่งทุกฝ่ายจำเป็นต้องช่วยกันหาทางออกจากการ "เร่งรีบไปที่ขอบหน้าผา"

นายแบลร์เป็นผู้หนึ่งที่รณรงค์ให้สหราชอาณาจักรคงอยู่ในอียูต่อไป เขาบอกว่าถึงแม้เขายอมรับในผลประชามติ แต่ก็อยากเสนอให้ทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง ซึ่งตอนนี้เห็นภาพชัดขึ้นแล้วว่า เบร็กซิตจะนำพาประเทศไปทิศทางไหน โดยเฉพาะในภาวะที่ประเทศขาดฝ่ายค้านที่เข้มแข็งซึ่งเป็นตัวแปรหนึ่งที่ทำให้เกิดเบร็กซิต ในภาวะเช่นนี้ฝ่ายที่หนุนให้อยู่ในอียูจำเป็นต้องสร้างแนวร่วมการเคลื่อนไหว เพื่อให้ทุกฝ่ายรับรู้ข้อมูลอย่างทั่วถึง

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ นายโทนี แบลร์ กอดทักทายนายฌองคล็อด ยุงเกอร์ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป

เขาชี้ว่าจะให้มีการลงประชามติอีกครั้ง หรือใช้วิธีอื่นตัดสิน เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอีกรอบ แต่ประเด็นสำคัญที่สุดคือ เบร็กซิตเป็นการตัดสินใจที่สำคัญที่สุดของประเทศ นับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเพิกเฉยและไม่ให้มีการถกเถียงกันในสังคม

นายแบลร์ ยังชี้ด้วยว่า เบร็กซิตจะเป็นเรื่องที่เจ็บปวด และสิ่งที่จะได้ส่วนใหญ่เป็นเพียงภาพลวงตา เบร็กซิตถูกขับเคลื่อนด้วยประเด็นคนเข้าเมืองซึ่งเขาเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง อย่างไรก็ตามตอนนี้ ประเด็นสำคัญมาอยู่ที่เบร็กซิตแล้วว่า จะเป็นเบร็กซิตแบบไหน โดยจะต้องพิจารณาเรื่องต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน

นายแบลร์ วิจารณ์พรรคคอนเซอร์เวทีฟที่เป็นรัฐบาลว่า มองแต่เรื่องเบร็กซิตเท่านั้น โดยไม่พิจารณาถึงผลกระทบต่อบริการสาธารณสุขแห่งชาติ การศึกษา การลงทุนในชุมชน อาชญากรรมที่สูงขึ้น รวมทั้งภาระที่เพิ่มขึ้นเรื่องบริการทางสังคมและการควบคุมคนเข้าเมือง

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ นายกรัฐมนตรีเมย์ต้องการเริ่มกระบวนการเบร็กซิต ก่อนสิ้นเดือน มี.ค.

ที่ผ่านมา นายแบลร์ถูกวิจารณ์หนัก จากกรณีการตัดสินใจในสมัยเป็นรัฐบาลของเขาที่อนุญาตให้คนโปแลนด์ ฮังการี และสาธารณรัฐเช็ก เข้ามาทำงานในสหราชอาณาจักรได้โดยไม่มีข้อจำกัด ขณะที่ชาติอื่นในอียูมีกฎกติกาเพื่อควบคุมการเข้าเมืองแบบค่อยเป็นค่อยไป

นายเอียน ดันเคิน สมิธ อดีตหัวหน้าพรรคคอนเซอร์เวทีฟ บอกว่าคำกล่าวของนายแบลร์แสดงถึงความหยิ่งยโส ไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง ทั้งยังสะท้อนว่าบรรดานักการเมืองแถวหน้าไม่รู้ถึงสภาพความเป็นจริงที่ประชาชนทั่วไปต้องประสบ แต่นายนิก เคล็กก์ จากพรรคลิเบอรัลเดโมแครตบอกว่า เห็นด้วยกับนายแบลร์ทุกประการ

ด้านรัฐบาลอังกฤษยืนกรานว่าจะเดินหน้าเรื่องเบร็กซิตให้ลุล่วง โดยก่อนหน้านี้นายกรัฐมนตรีเมย์ระบุว่าต้องการนำมาตรา 50 มาใช้ เพื่อเริ่มกระบวนการเบร็กซิต ก่อนสิ้นเดือน มี.ค. ซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบในเรื่องดังกล่าวแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข่าวที่เกี่ยวข้อง