ไออีเอชี้พลังงานหมุนเวียนมีพัฒนาการอันโดดเด่น

กังหันลม Image copyright Getty Images

รัฐบาลไทยเตรียมประกาศยกเลิกการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ฉบับเดิมอย่างเป็นทางการ สำหรับการก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ จ.กระบี่ หลังการประชุม ครม.ในวันพรุ่งนี้ (21 ก.พ.) โดยยอมรับเงื่อนไขจัดทำกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และ EHIA ใหม่ แก้ 17 ประเด็น และให้นำมติของคณะผู้ชำนาญการนำมาพิจารณา รวมถึงดำเนินการให้เป็นไปตามข้อคิดเห็นของคณะกรรมการไตรภาคี สรุปให้จัดทำกระบวนการใหม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม บีบีซีไทยพาไปอ่านรายงานเรื่องแนวโน้มพลังงานของโลก

Image copyright AP

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (ไออีเอ) ระบุในรายงานที่เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2558 ว่าขณะนี้โลกมีขีดความสามารถในการผลิตกระแสไฟฟ้าซึ่งได้จากพลังงานหมุนเวียนมากกว่าจากถ่านหินแล้ว โดยนายฟาทีห์ ไบรอล ผู้อำนวยการ ไออีเอ ชี้ว่าพลังงานหมุนเวียนกำลังเป็นตัวนำพลิกโฉมตลาดพลังงาน

รายงานของไออีเอชี้ว่าในปี 2558 ทั่วโลกมีการติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ราวครึ่งล้านแผง ทุกวัน ขณะที่จีนติดตั้งกังหันลม 2 อัน ทุก ๆ ชั่วโมง

แอนดรูว์ วอล์คเกอร์ ผู้สื่อข่าวสายเศรษฐกิจของบีบีซี รายงานว่าแหล่งพลังงานหมุนเวียนอย่างลม แสงอาทิตย์ และน้ำ ล้วนเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ อย่างไรก็ดี พลังงานหมุนเวียนซึ่งต้องพึ่งพิงแหล่งพลังงานอย่างแสงอาทิตย์ หรือแรงลมไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ตลอดทั้งปีเหมือนถ่านหิน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เกิดขึ้นจริง จะไม่มากเท่าขีดความสามารถที่มีอยู่ แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งนี้ถือเป็นพัฒนาการที่โดดเด่น

Image copyright PA

ผู้สื่อข่าวบีบีซีรายงานอีกว่า ขีดความสามารถของพลังงานหมุนเวียนที่ขยายตัวมากขึ้น สะท้อนต้นทุนที่ลดลงของทั้งการติดตั้งกังหันลมบนบกและแผงพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจจินตนาการได้แม้ในช่วงแค่ห้าปีที่ผ่านมา ขณะเดียวกันไออีเอคาดว่าต้นทุนดังกล่าวจะยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์มีแนวโน้มจะเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนราวสามในสี่ของพลังงานหมุนเวียนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นในอนาคต ขณะที่การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังน้ำจะยังเติบโตต่อเนื่องแต่อาจไม่มากเท่าที่ผ่านมา

นอกจากการลดลงของต้นทุนแล้ว ไออีเอชี้ด้วยว่า นโยบายของรัฐบาลต่าง ๆ ที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่แหล่งพลังงานหมุนเวียนเป็นตัวผลักดัน ให้โลกมีขีดความสามารถในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ตัวอย่างเช่นในสหรัฐฯ ซึ่งขยายเครดิตทางภาษีแก่กิจการที่ใช้พลังงานหมุนเวียน ส่วนจีน อินเดีย และเม็กซิโกก็ปรับเปลี่ยนนโยบาย ที่ส่งผลต่อการขยายตัวของการใช้พลังงานหมุนเวียน

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ รายงานที่เผยแพร่โดย European Copernicus Climate Change Service ชี้ว่าปี 2559 เป็นปีที่อุณหภูมิโลกสูงที่สุดนับแต่มีการจดบันทึกมาในศตวรรษที่ 19

ข้อมูลจากการวิเคราะห์ของไออีเอชี้ว่า เมื่อปี 2558 มีการลงทุนทางด้านพลังงานถึง 1.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คิดเป็น 2.5% ของจีดีพีโลก โดยเป็นการลงทุนด้านระบบเครือข่ายพลังงาน การใช้พลังงานอย่างฉลาด และ แหล่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงการพัฒนาแหล่งพลังงานหมุนเวียน พาหนะไฟฟ้า และระบบสะสมพลังงาน

ไออีเอยังชี้อีกว่า ตลาดเกิดใหม่เป็นจุดศูนย์รวมของการขยายตัว ในการใช้พลังงานทางเลือก ขณะที่จีนเป็นประเทศแกนนำ โดยการขยายตัวของพลังงานทางเลือกในจีนนั้นคิดเป็นเกือบ 40% ของทั้งหมด

ในขณะเดียวกัน รายงานของรอยเตอร์ที่เผยแพร่เมื่อปีที่แล้วชี้ว่า หลายประเทศทั่วโลกเริ่มหันหลังให้กับพลังงานถ่านหิน โดยผลการศึกษาชี้ว่าการผลิตพลังงานจากถ่านหินทั่วโลกลดลง 14% กำลังการผลิตเหลือเพียง 932 กิกกะวัตต์ในเดือน ก.ค. 2558 จากที่เคยมีกำลังการผลิต 1,030 กิกกะวัตต์ ในช่วงต้นปี

นาย เท็ด เนซ ผู้อำนวยการ CoalSwarm บอกกับรอยเตอร์ว่า การลดการใช้พลังงานถ่านหินเป็นผลมาจากความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งผลกระทบต่อสภาพอากาศและสุขภาพ

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ปัญหามลพิษทางอากาศในจีนส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจอย่างมาก

มหาอำนาจอย่างจีน ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานรายใหญ่ของโลก ได้ลดการผลิตพลังงานจากถ่านหินลงเหลือ 114 กิกกะวัตต์ จากเดิมที่มีแผนจะผลิตได้ 406 กิกกะวัตต์

นอกจากนี้ ข้อมูลอ้างอิงจากแผนพัฒนาพลังงานระยะ 5 ปี (พ.ศ. 2559-2563) ซึ่งสำนักงานบริหารจัดการพลังงานแห่งชาติของจีนได้เผยแพร่เมื่อต้นปีที่ผ่านมาระบุว่า จีนจะจัดสรรงบประมาณ 2.5 ล้านล้านหยวน หรือราว 361,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ให้กับการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนภายในปี 2563 โดยจีนต้องการใช้พลังงานที่สะอาดมากขึ้นเพื่อกำจัดมลพิษทางอากาศ ซึ่งส่งผลเสียหายต่อสภาพสังคมและเศรษฐกิจของจีนอย่างมาก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง