ลอนดอนเตรียมเก็บภาษีมลภาวะจากรถยนต์ หลังอีซียื่นคำขาดให้แก้ปัญหา

มลพิษทางอากาศในกรุงลอนดอน Image copyright PA

นับตั้งแต่ 23 ตุลาคมนี้เป็นต้นไป กรุงลอนดอน จะเรียกเก็บภาษีรายวันกับเจ้าของรถเก่า อันเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการแก้ปัญหามลภาวะ หลังจากคณะกรรมาธิการยุโรป (อีซี) ออก "หนังสือเตือนฉบับสุดท้าย" และกำหนดเส้นตายว่า สหราชอาณาจักร มีเวลา 2 เดือนที่จะแก้ปัญหา "การละเมิดที่เกิดขึ้นบ่อย" ในเรื่องมลภาวะ โดยเฉพาะปริมาณไนโตรเจนไดออกไซด์

กรุงลอนดอนจะนำระบบการจัดเก็บภาษีที่เรียกว่า ที-ชาร์จ (T-Charge) ในอัตรา10 ปอนด์ (440 บาท) ต่อวัน มาใช้กับรถเครื่องยนต์ดีเซลและรถที่ใช้น้ำมันทุกชนิด ซึ่งจดทะเบียนก่อนหน้าปี 2006 และไม่ได้มาตรฐาน "ยูโร โฟร์" (Euro-4) ส่วนวิธีเรียกเก็บจะมีลักษณะเหมือนกับภาษีการใช้รถในชั่วโมงที่การจราจรแออัด หรือ congestion charge ที่จัดเก็บอยู่แล้ว 11.50 ปอนด์ (508 บาท) หมายความว่า ผู้ใช้รถบางรายอาจจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เป็น 21.50 ปอนด์ (950 บาท) ต่อวัน ในการขับรถในย่านใจกลางกรุงลอนดอน ระหว่าง 7:00-18:00 น. วันจันทร์-ศุกร์

นายซาดิค ข่าน นายกเทศมนตรีกรุงลอนดอน ระบุว่าการทำเช่นนี้ก็เพื่อช่วยปรับปรุงคุณภาพอากาศในเมืองหลวง โดยคำสั่งนี้กำหนดออกมาไม่กี่เดือนหลังจากศาลสูงสหราชอาณาจักรมีคำวินิจฉัยว่า รัฐบาลไม่ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบการควบคุมไนโตรเจนไดออกไซด์ (NO2) ของสหภาพยุโรป

ต้นตอที่ทำให้เกิดไนโตรเจนไดออกไซด์ ก็คือโรงงานและรถยนต์โดยเฉพาะรถยนต์ดีเซล สิ่งนี้ยังเชื่อมโยงไปถึงความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดปัญหาทางเดินหายใจด้วย

สาเหตุที่สหราชอาณาจักรถูกตักเตือน

ภายใต้กฎหมายอียู เมื่อใดที่มีการละเมิดข้อกำหนดเรื่องมลภาวะทางอากาศ รัฐที่เป็นสมาชิก จะต้องปฏิบัติตามแผนเพื่อลดระดับมลภาวะลง ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ ชี้ว่า สหราชอาณาจักร ประสบความล้มเหลว โดยได้ละเมิดเกณฑ์มลภาวะทางอากาศที่กฎหมายกำหนดหลายครั้ง จากการมีปริมาณไนโตรเจนไดออกไซด์สูง ใน 12 เขต รวมถึง กรุงลอนดอน เมืองเบอร์มิงแฮม ลีดส์ เซาท์แธมป์ตัน และกลาสโกว์

Image copyright PA
คำบรรยายภาพ คณะกรรมาธิการยุโรป เชื่อว่าการลดปริมาณการจราจร จะช่วยลดมลพิษได้

หากสหราชอาณาจักรไม่ปฏิบัติตามภายใน 2 เดือน ก็อาจมีการส่งเรื่องให้ศาลยุติธรรมยุโรปพิจารณา ซึ่งอาจทำให้สหราชอาณาจักรต้องถูกปรับเป็นเงินก้อนโตได้ โดยคณะกรรมาธิการยุโรปกล่าวว่า มีประชาชนกว่า 400,000 คน ในสหภาพยุโรป ที่ต้องเสียชีวิตก่อนวัยอันควรเพราะเผชิญกับคุณภาพอากาศที่ไม่ดี

เปรียบเทียบกรณีของ สหราชอาณาจักร กับประเทศอื่นในยุโรป

ประเทศอื่น ๆ ที่ได้รับคำเตือนเช่นเดียวกัน รวมถึง เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน และอิตาลี โดยจนถึงขณะนี้ คณะกรรมาธิการยุโรปได้ดำเนินการทางกฎหมายด้วยเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับปริมาณ NO2 กับ 12 รัฐสมาชิกแล้ว โดยมีกรณีละเมิดข้อกำหนดต่อเนื่อง กับ ออสเตรีย เบลเยียม สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก ฝรั่งเศส เยอรมนี ฮังการี อิตาลี โปแลนด์ โปรตุเกส สเปน และสหราชอาณาจักร

โดยรวมแล้ว คณะกรรมาธิการยุโรประบุว่า มีการละเมิดมาตรฐานคุณภาพอากาศใน 23 จากทั้งหมด 28 รัฐสมาชิก รวมกว่า 130 เมืองในยุโรป

คำแนะนำจากคณะกรรมาธิการยุโรป

คณะกรรมาธิการฯ เสนอมาตรการเพื่อลดมลภาวะ ซึ่งรวมถึงการลดปริมาณการจราจรและหันไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งคณะกรรมาธิการฯ กล่าวว่า การลดมลภาวะจากรถยนต์ดีเซล เป็น "ก้าวสำคัญ" ของการปฏิบัติตามมาตรฐานคุณภาพอากาศของอียู

สิ่งที่สหราชอาณาจักร สามารถทำได้เพื่อลดมลภาวะทางอากาศ

คำเตือนดังกล่าว เป็นชนวนให้องค์กรเพื่อสิ่งแวดล้อมออกมาเรียกร้องให้มี "กฎหมายเพื่ออากาศบริสุทธิ์" เพื่อกำหนดเป้าหมายในการลดมลพิษในสหราชอาณาจักร ซึ่ง เฟรนด์ ออฟ ดิ เอิร์ธ ระบุว่า เมื่อสหราชอาณาจักรออกจากอียูแล้ว ก็จำเป็นต้องมีกฎหมาย ที่ปกป้องสาธารณชนจากมลภาวะทางอากาศ "เพื่อคงการคุ้มครองตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่"

Image copyright PA
คำบรรยายภาพ เฟรนด์ ออฟ ดิ เอิร์ธ ต้องการให้ปรับภาษีรถยนต์เพื่อให้คนใช้รถยนต์ดีเซลน้อยลง

ข้อเรียกร้องขององค์กรการกุศล รวมถึง:

- จัดตั้ง "เขตอากาศบริสุทธิ์" ในทุกเขตที่มี NO2 เกินเกณฑ์ โดยให้มีผลบังคับใช้กับรถยนต์ทุกประเภท ภายในปี 2018

- ข้อผูกมัดจากทางรัฐบาล เพื่อลดการใช้น้ำมันดีเซลภายในปี 2025

- การปรับฐานภาษีรถยนต์ เพื่อกีดกันรถเครื่องยนต์ดีเซล

- โครงการกำจัดรถยนต์ ที่ "ออกแบบอย่างรอบคอบ" เพื่อให้เกิดการหันไปใช้รถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาด และทางเลือกอื่น ๆ นอกเหนือจากการใช้รถยนต์

สิ่งที่รัฐบาลประกาศว่ากำลังดำเนินการ

รัฐบาลระบุว่า "มีความตั้งใจอย่างแน่วแน่" ที่จะปรับปรุงคุณภาพอากาศของสหราชอาณาจักร และลดการปล่อยก๊าซที่เป็นอันตราย นอกจากนี้ก็ระบุว่า สหราชอาณาจักร ปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมายในการจำกัดมลภาวะ "เกือบทุกประเภท"

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา มีข้อเสนอให้จัดตั้งเขตอากาศบริสุทธิ์ในเมืองเบอร์มิงแฮม ลีดส์ น็อทติงแฮม ดาร์บี้ และเซาท์แธมป์ตัน ภายในปี 2020 โดยโซนเหล่านี้ มีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนให้ผู้ใช้รถยนต์ หันมาใช้พาหนะไฟฟ้าที่ปล่อยมลพิษน้อยลง และจะเพิ่มข้อจำกัดกับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่มีอายุการใช้งานนาน ซึ่งปล่อยมลพิษมากกว่าด้วย

ภายใต้แผนนี้ รถยนต์ไฟฟ้า จะได้รับสิทธิ์ก่อนเวลาจอดรอสัญญาณไฟจราจร และจะได้รับข้อยกเว้นบนถนนที่วิ่งทางเดียว และอาจจะได้สิทธิ์ในการใช้ช่องจอดรถในราคาที่ถูกลงด้วย

คำบรรยายภาพ ในข้อเสนอจัดตั้งเขตอากาศบริสุทธิ์ รถยนต์ไฟฟ้าอาจได้รับสิทธิ์ก่อนเวลารอสัญญาณไฟจราจร

เขตเทศบาลที่มีโซนอากาศบริสุทธิ์ ยังจะต้องจำกัดการเข้าใช้พื้นที่ของรถบัส แท็กซี่ และรถบรรทุกที่มีอายุการใช้งานนานและปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในปริมาณมาก โดยเมืองเบอร์มิงแฮม และลีดส์ มีแผนจะบังคับใช้ข้อจำกัดนี้กับรถลากด้วย ซึ่งอาจหมายถึงการกำหนดโซน เพื่อเรียกเก็บค่าผ่านทางสำหรับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ที่ปล่อยมลภาวะในปริมาณสูง หรือการเพิ่มข้อกำหนดในการออกใบอนุญาตขับขี่แท็กซี่และรถบัส

ด้านกระทรวงสิ่งแวดล้อม อาหาร และกิจการชนบท (Defra) ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2011 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณ 2 พันล้านปอนด์ (88,400 ล้านบาท) เพื่อสนับสนุนการใช้รถยนต์ที่ปล่อยมลภาวะน้อย และโครงการขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ส่วนกรุงลอนดอน ได้กำหนดงบประมาณ 875 ล้านปอนด์ (38,700 ล้านบาท) เพื่อแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศ และคาดว่าจะเริ่มบังคับใช้ เขตปล่อยมลภาวะต่ำสุด หรือ Ultra Low Emission Zone (ULEZ) ภายในปี 2019

ข่าวที่เกี่ยวข้อง