สภากัมพูชาผ่านกฎหมายห้ามสม รังสี ลงเลือกตั้ง

นายสม รังสี Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ นายสม รังสี เป็นคู่แข่งทางการเมืองของนายฮุน เซ็น มานานกว่าสองทศวรรษ

สภาผู้แทนราษฎรกัมพูชา มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ผ่านร่างแก้ไขกฎหมายที่ห้ามผู้ต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลลงสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งจะมีผลให้นายสม รังสี ผู้นำฝ่ายค้านซึ่งเป็นคู่แข่งทางการเมืองคนสำคัญของนายกรัฐมนตรีฮุน เซ็น ไม่สามารถลงสมัครในการเลือกตั้งทั่วไปของกัมพูชาที่จะมีขึ้นในปีหน้าได้

ก่อนหน้านี้ นายสม รังสี ซึ่งอยู่ระหว่างลี้ภัยทางการเมืองในต่างแดน ถูกศาลกัมพูชาตัดสินให้มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ซึ่งเขาระบุว่าข้อกล่าวหานี้เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมือง นอกจากนี้ กฎหมายฉบับแก้ไขที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วนี้ ยังมีบทบัญญัติให้ยุบพรรคการเมืองที่หัวหน้าพรรคต้องโทษตามคำพิพากษาของศาลอีกด้วย ทำให้เขาลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคกู้ชาติกัมพูชา (CNRP) เมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา เพื่อปกป้องพรรคของเขาที่เป็นพรรคฝ่ายค้านเพียงพรรคเดียว

บรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคฝ่ายค้าน ต่างคว่ำบาตรการลงมติพิจารณาแก้ไขกฎหมายในครั้งนี้ โดยไม่เข้าร่วมลงคะแนนเสียงด้วย ซึ่งหลายฝ่ายมองกันว่า การแก้ไขกฎหมายมีขึ้นเพื่อสกัดพรรคกู้ชาติกัมพูชาที่จะเป็นคู่แข่งสำคัญในการเลือกตั้งครั้งต่อไป โดยในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่แล้วเมื่อปี 2013 พรรคกู้ชาติกัมพูชาได้ที่นั่งถึง 55 ที่นั่งในสภา ในขณะที่พรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ของนายฮุน เซ็น ได้ 68 ที่นั่ง

Image copyright AFP PHOTO / CAMBODIA NATIONAL ASSEMBLY
คำบรรยายภาพ นายฮุน เซ็น (ซ้าย) อยู่ในตำแหน่งผู้นำประเทศมานานกว่า 30 ปี

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายฉบับแก้ไขนี้ยังต้องผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาอีกครั้งก่อน ในขณะที่สถานทูตสหรัฐฯประจำกรุงพนมเปญแถลงว่า มีความห่วงกังวลต่อการแก้ไขกฎหมายครั้งนี้อย่างยิ่ง แม้รัฐบาลกัมพูชาจะระบุว่ากฎหมายนี้บังคับใช้กับทุกพรรคการเมือง และไม่ได้มุ่งทำลายพรรคฝ่ายค้านแต่อย่างใด

ส่วนองค์กรพิทักษ์สิทธิมนุษยชน ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ ระบุว่า กฎหมายนี้เป็นการรวบอำนาจเด็ดขาดให้มาอยู่ในมือนายฮุน เซ็น เพียงผู้เดียวอย่างแท้จริง โดยทำลายสถาบันที่ยืนหยัดเพื่อประชาธิปไตยที่ยังเหลืออยู่ของกัมพูชาให้สิ้นซาก รวมทั้งข่มขู่ภาคประชาสังคมให้ปิดปากเงียบด้วยการจับกุมนักสิทธิมนุษยชนตามอำเภอใจ

นักวิเคราะห์บางรายมองว่า การที่รัฐบาลกัมพูชากล้าลงมือปราบปรามฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองอย่างหนักในระยะนี้ เนื่องจากมีความมั่นใจต่อการสนับสนุนและการลงทุนจำนวนมากจากจีน ทั้งเป็นช่วงเวลาที่นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯยังคงไม่ชัดเจนด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง