สองสาวมือสังหารคิม จอง นัม ขึ้นศาล หญิงเวียดนามยังไม่ยอมรับผิด

วาน ถิ เฮือง (ซ้าย) และสิติ ไอสิอะห์ (ขวา) ถูกนำตัวมาขึ้นศาลเพื่อรับฟังข้อกล่าวหา โดยทั้งคู่สวมเสื้อเกราะกันกระสุน Image copyright AP
คำบรรยายภาพ วาน ถิ เฮือง (ซ้าย) และสิติ ไอสิอะห์ (ขวา) ถูกนำตัวมาขึ้นศาลเพื่อรับฟังข้อกล่าวหา โดยทั้งคู่สวมเสื้อเกราะกันกระสุน

หญิงผู้ต้องสงสัยสังหารพี่ชายผู้นำเกาหลีเหนือถูกนำตัวขึ้นศาล โดยถูกตั้งข้อหาฆาตกรรม แต่หญิงชาวเวียดนามยังยืนยันว่าไม่ได้กระทำความผิด

ตำรวจมาเลเซียนำตัวนางสาววาน ถิ เฮือง ชาวเวียดนาม และนางสาวสิติ ไอสิอะห์ ชาวอินโดนีเซีย ผู้ต้องสงสัยลงมือสังหารนายคิม จอง นัม พี่ชายต่างมารดาของผู้นำเกาหลีเหนือมาขึ้นศาลใกล้กรุงกัวลาลัมเปอร์เป็นครั้งแรก โดยทั้งสองถูกตั้งข้อหาฆาตกรรมจากการใช้สารพิษทำลายประสาทวีเอ็กซ์ป้ายเข้าที่ใบหน้าของผู้ตาย ซึ่งหากพบว่ามีความผิดจริงอาจต้องโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตได้

เมื่อศาลแจ้งข้อหาแก่หญิงทั้งสองแล้ว นางสาววาน ถิ เฮือง ผู้ต้องหาชาวเวียดนามได้กล่าวต่อศาลเป็นภาษาอังกฤษว่า เธอเข้าใจแต่เธอไม่ได้กระทำความผิดตามที่ถูกกล่าวหา อย่างไรก็ตามคำกล่าวของเธอยังไม่ถือว่าเป็นการยอมรับสารภาพหรือปฏิเสธอย่างเป็นทางการในขั้นนี้ เนื่องจากศาลในระดับที่สูงขึ้นไปกว่าศาลท้องถิ่นของมาเลเซียจะเป็นผู้พิจารณาคดีดังกล่าวต่อไปในวันที่ 13 เมษายนนี้

Image copyright Reuters/AFP
คำบรรยายภาพ วาน ถิ เฮือง (ซ้าย) และสิติ ไอสิอะห์ (ขวา) ให้การว่าเข้ามาพัวพันในคดีเพราะคิดว่าถูกว่าจ้างให้ร่วมรายการล้อกันเล่น

ผู้ต้องหาทั้งสองซึ่งอ้างว่าลงมือสังหารนายคิม จอง นัม เพราะเข้าใจผิดคิดว่าถูกว่าจ้างให้มาร่วมรายการล้อกันเล่น ได้ถูกนำตัวมาขึ้นศาลท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด โดยทั้งสองสวมเสื้อเกราะกันกระสุน และถูกสวมกุญแจมือ โดยนายกูย สูน เส่ง ทนายความของนางสาวไอสิอะห์ได้ร้องขอต่อศาลให้ออกคำสั่งห้ามตำรวจและผู้ที่อาจเป็นพยานในคดีได้ ให้งดแถลงเรื่องใด ๆ ที่อาจกระทบต่อสิทธิที่ลูกความตนพึงได้รับจากการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรมด้วย

ก่อนหน้านี้ตำรวจมาเลเซียแถลงว่า ยังไม่ทราบว่าจะนำตัวนายรี จอง ชอล ผู้ต้องสงสัยชาวเกาหลีเหนือที่ถูกควบคุมตัวไว้แล้วมาดำเนินคดีด้วยหรือไม่ ซึ่งการตัดสินใจในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับผลการสืบสวนสอบสวนซึ่งยังคงดำเนินอยู่ ส่วนผู้ต้องสงสัยชาวเกาหลีเหนืออีก 7 รายนั้นยังไม่สามารถติดตามตัวได้ ซึ่งในจำนวนนี้ 4 รายได้หลบหนีไปยังกรุงเปียงยางแล้ว โดยหน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้เชื่อว่าคนกลุ่มนี้เป็นสายลับของเกาหลีเหนือ