เหตุใดซาอุดีอาระเบีย หันมาลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้?

สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย และนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย และนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค แห่งมาเลเซีย

นายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค ของมาเลเซีย ประกาศว่าซาอุดีอาระเบีย จะร่วมลงทุน มูลค่า 7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (245,000 ล้านบาท) ในโครงการโรงกลั่นน้ำมันที่บริษัทปิโตรนาสของมาเลเซียจะจัดตั้งขึ้น

การลงทุนดังกล่าว เป็นข้อตกลงแรกที่จะจัดให้มีการลงนาม ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนมาเลเซีย ของสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย และคาดว่าจะช่วยให้บริษัทปิโตรนาสมีกำไรเพิ่มขึ้น หลังจากที่ต้องเผชิญกับภาวะราคาน้ำมันตกต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

แม้การเสด็จฯ เยือนมาเลเซียครั้งนี้ จะถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 1 ทศวรรษ แต่ทั้งสองประเทศก็ถือว่ามีความสัมพันธ์ที่แนบแน่นอยู่แล้ว ดังจะเห็นได้จากในเวทีการเมืองของมาเลเซียเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งนายกรัฐมนตรีนาจิบ ราซัค กล่าวชี้แจงว่า เงิน 681 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อยู่ในบัญชีธนาคารของเขา เป็นของขวัญจากราชวงศ์ซาอุดีอาระเบีย และไม่ใช่เงินที่ยักยอกมาจากกองทุน วันเอ็มดีบี ของรัฐ ส่งผลให้คณะกรรมการต่อต้านคอร์รัปชันของมาเลเซีย มีข้อสรุปให้นายนาจิบ พ้นผิดจากทุกข้อกล่าวหา แต่ก็ยังมีผู้ที่วิจารณ์ว่า ข้ออ้างเรื่องเงินจากซาอุดีอาระเบียนี้ เป็นเพียงฉากบังหน้า และยังคงต้องดำเนินการสอบสวนในระดับนานาชาติต่อไป

ขณะเดียวกัน สมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน แห่งซาอุดีอาระเบีย ทรงมีหมายกำหนดการจะเสด็จฯ เยือนอินโดนีเซีย ญี่ปุ่น บรูไน และจีน ในครั้งนี้ด้วย

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ มาเลเซีย และซาอุดีอาระเบียมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น

แต่เบื้องหลังการทูตที่เน้นใช้สมุดเช็คนี้ ก็คือความต้องการของราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ที่อยากดึงดูดนักลงทุนจากเอเชีย และนี่คือเหตุผล 5 ข้อที่ทำให้ซาอุดีอาระเบียหันมาลงทุนในเอเชีย:

1. การพึ่งพาอาศัยด้านการลงทุนซึ่งกันละกัน : ซาอุดีอาระเบีย กำลังมองหาหนทางสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และลดการพึ่งพาอุตสาหกรรมน้ำมัน ในขณะที่ประเทศ ต้องเผชิญกับความท้าทายที่มาควบคู่กัน อย่างความพยายามปฏิรูปเศรษฐกิจในช่วงที่รายได้ของรัฐลดลงจากภาวะราคาน้ำมันตกต่ำ

การลงทุนในประเทศอย่างมาเลเซีย อาจจะไม่ให้ผลตอบแทนมากนักในแง่การลงทุนกลับไป แต่สิ่งที่ควรจับตา คือ การเสด็จฯ เยือนจีนและญี่ปุ่น ของสมเด็จพระราชาธิบดีซัลมาน โดยทางรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย ได้ลงทุนในกองทุนเทคโนโลยีกับซอฟท์แบงค์ ของญี่ปุ่นไปแล้วถึง 45,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกำลังมองไปที่การลงทุนเพิ่มเติมในระบบโลจิสติกส์ โครงสร้างพื้นฐาน รวมทั้งเทคโนโลยีจากรัฐบาลญี่ปุ่นและจีน

Image copyright AFP

2. การรักษาฐานลูกค้า : สิ่งสำคัญไม่ได้อยู่ที่การดึงดูดการลงทุนในซาอุดีอาระเบียเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงการรักษาฐานลูกค้าในเอเชียที่ซื้อน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียด้วย โดยลูกค้ารายใหญ่ก็คือจีน ซึ่งได้แซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันอันดับหนึ่งของโลกไปแล้ว ตัวเลขจากปี 2014 ชี้ว่าจีน ซื้อน้ำมันส่วนมากจากซาอุดีอาระเบีย ในขณะที่รัสเซีย และอิหร่านกำลังตามมาติด ๆ ซึ่งจีนได้ไปลงทุนในโครงการขุดเจาะน้ำมันในทั้งสองประเทศด้วย ทำให้รัฐบาลซาอุดีอาระเบียต้องกระตือรือร้นที่จะรักษาสถานะการเป็นผู้ผลิตน้ำมันอันดับหนึ่งสำหรับจีน

3. แนวโน้มการลงทุนใหม่ : ซาอุดิ อรัมโค ซึ่งเป็นบริษัทน้ำมันที่บริหารโดยรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย กำลังจะเปิดขายหุ้นสามัญในปี 2018 โดยรายงานระบุว่า นี่จะเป็นการเปิดซื้อขายหุ้นครั้งใหญ่ที่สุดในโลก แม้ว่าจะมีข้อสงสัยในการประเมินมูลค่าอยู่บ้างก็ตาม แต่การเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ ก็จะรวมเอาประเด็นการส่งเสริมความสนใจจากนักลงทุนในเอเชีย ให้เข้าไปซื้อหุ้นประมาณร้อยละ 5 ของซาอุดิ อรัมโค นอกจากนี้ ยังมีข่าวการพูดคุย ถึงความเป็นไปได้ในการเปิดขายหุ้นในตลาดเอเชียที่ยังรอการยืนยันด้วย

Image copyright Getty Images

4. สร้างสมดุลพันธมิตรที่นอกเหนือจากสหรัฐฯ : เท่าที่ผ่านมา สหรัฐฯ ถือเป็นพันธมิตรที่มีอิทธิพลมากที่สุดของซาอุดีอาระเบีย ทั้งในแง่การค้าและการเมือง แต่จุดยืนต่อต้านการค้าระหว่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะสร้างความกังวลให้แก่ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งนี่อาจเป็นเหตุผลให้แผนการเสด็จฯ เยือนต่างประเทศ เน้นมาที่เอเชียก่อนสหรัฐฯ

การเข้าหาประเทศที่มีประชากรส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซีย ถือเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับซาอุดีอาระเบีย เนื่องจากการหารือจะไม่ได้เน้นแค่การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานทางกายภาพเท่านั้น แต่จะครอบคลุมไปถึงการแสวงบุญและการก่อตั้งโรงเรียนตามหลักศาสนาด้วย

5. การลงทุนที่ขยายขอบเขตอิทธิพลของโลกอิสลาม : เท่าที่ผ่านมา ความช่วยเหลือระหว่างประเทศจากซาอุดีอาระเบียที่ให้กับมาเลเซียและอินโดนีเซีย จะถูกส่งผ่านรัฐบาลซาอุดีอาระเบีย องค์กรการกุศล และมูลนิธิที่เกี่ยวข้องกับศาสนา แต่ในช่วงหลายปีมานี้ เริ่มมีความกังวลมากขึ้น ถึงผลลัพธ์ที่กลายเป็นการจัดตั้งนิกายศาสนาย่อยที่เคร่งครัดขึ้นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเป็นปรากฏการณ์ที่มาพร้อมกับช่วงเวลาที่ศาสนาอิสลามในภูมิภาคนี้กำลังเข้าสู่ยุคที่บางคนเรียกว่าการฟื้นฟู

Image copyright EPA

ในอินโดนีเซีย กลุ่มสิทธิมนุษยชนชี้ว่า เงินช่วยเหลือดังกล่าว ไปตกอยู่ในมือของนักการศาสนาที่เคร่งครัด ซึ่งมีมุมมองขัดแย้งกับการตีความของศาสนาอิสลามสายกลางในประเทศ

ส่วนในมาเลเซียนั้น มารีนา มหาเธร์ ลูกสาวของอดีตนายกรัฐมนตรี มหาเธร์ โมฮัมหมัด กล่าวว่า ชาวมาเลย์กำลังสูญเสียเอกลักษณ์ของตนเอง และอยู่ในภาวะเสี่ยงจะต้องเผชิญกับ "อาณานิคมอาหรับ" ในเรื่องการแต่งตัว การพูด และการปฏิบัติตามหลักศาสนา

แต่ทางซาอุดีอาระเบียอาจจะต้องการเบี่ยงเบนความสนใจจากคำวิจารณ์นี้ โดยจุดหมายปลายทางของการเสด็จฯ เยือนครั้งนี้ ก็ยังรวมถึงเกาะบาหลีของอินโดนีเซีย ซึ่งประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาฮินดูด้วย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง