แจ็ค บาร์สกี้ : อดีตสายลับเคจีบีผู้แปรพักตร์

แจ็ค บาร์สกี้
คำบรรยายภาพ แจ็ค บาร์สกี้

เรื่องที่รัสเซียส่งสายลับไปฝังตัวอยู่ในสหรัฐฯ เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ความลับ โดยคนเหล่านี้จะปลอมตัวและใช้ชีวิตไม่ต่างจากชาวอเมริกันทั่วไป แต่หากสายลับเกิดเปลี่ยนใจไปฝักใฝ่อีกฝ่าย อย่างกรณีของแจ็ค บาร์สกี้ เรื่องจะลงเอยอย่างไร?

ที่จริงแล้ว แจ็ค บาร์สกี้ เป็นชื่อของเด็กอายุ 10 ขวบ ที่เสียชีวิตไปตั้งแต่เดือนกันยายน 1955 แต่ชื่อนี้เป็นชื่อที่ปรากฏอยู่บนหนังสือเดินทางของอัลเบิร์ต ดิททริช ชายวัย 67 ปี จากอดีตเยอรมนีตะวันออก และหนังสือเดินทางนี้ไม่ใช่ของปลอมเสียด้วย นั่นหมายความว่าในสายตาของรัฐบาลสหรัฐฯ อัลเบิร์ต ดิททริช ก็คือแจ็ค บาร์สกี้ นั่นเอง

บาร์สกี้เขียนเรื่องราวบอกเล่าความเป็นมาเกี่ยวกับงานสืบราชการลับสมัยสงครามเย็นเอาไว้ทุกแง่มุมในหนังสือชื่อ ดีพ อันเดอร์คัฟเวอร์ (Deep Undercover) ซึ่งหน่วยงานตำรวจสืบสวนกลางของสหรัฐฯ ได้ตรวจสอบอย่างละเอียด และเป็นที่รู้กันกว่า เรื่องราวทั้งหมดเคยเกิดขึ้นจริง

เมื่อช่วงกลางทศวรรษปี 1970 ดิททริช ซึ่งขณะนั้นเป็นศาสตราจารย์ด้านเคมี อยู่ที่มหาวิทยาลัยในเยอรมนีตะวันออก ได้รับความสนใจจากแมวมองสายลับของหน่วยสืบราชการลับรัสเซีย หรือ เคจีบี ซึ่งส่งตัวเขาไปยังกรุงมอสโก เพื่อฝึกเป็นสายลับให้ไปฝังตัวอยู่ในอเมริกา

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ อดีตสายลับเคจีบีเดินทางถึงนิวยอร์กในปี 1978

"ผมถูกส่งไปยังสหรัฐฯ เพื่อตั้งตัวเป็นชาวอเมริกัน จากนั้นก็ให้เข้าไปคลุกคลีกับผู้มีอำนาจการตัดสินใจทางการเมือง ในระดับสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้"

ดิททริช เดินทางถึงนครนิวยอร์ก ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 1978 ขณะที่อายุ 29 ปี โดยปลอมตัวเป็นชาวแคนาดาชื่อวิลเลียม ไดสัน ซึ่งเดินทางผ่านมาจาก กรุงเบลเกรด กรุงโรม เม็กซิโกซิตี้ และชิคาโก แต่พอเดินทางถึงนิวยอร์ก ไดสัน ก็หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย เนื่องจากเป็นชื่อปลอมที่หมดประโยชน์สำหรับดิททริช แล้ว และหลังจากนั้น เขาก็หันมาใช้ชีวิตใหม่พร้อมกับชื่อแจ็ค บาร์สกี้ แทน

ในตอนนั้น แจ็ค บาร์สกี้ เป็นผู้ที่มีความมั่นใจในตัวเองสูง พูดภาษาอังกฤษสำเนียงอเมริกันได้เกือบไม่มีที่ติ และมีเงินสดพกติดตัวถึง 10,000 ดอลลาร์สหรัฐ แถมยังสร้าง 'ตำนาน' ของตัวเองขึ้นมา เพื่ออธิบายสาเหตุที่เขาไม่มีหมายเลขบัตรประกันสังคม โดยอ้างว่าเป็นคนที่สร้างฐานะให้ตัวเอง ผ่านชีวิตที่ยากลำบากในรัฐนิวเจอร์ซี ต้องเลิกเรียนมัธยมกลางคันและทำงานหนัก ก่อนที่จะกลับมาใช้ชีวิตในมหานครนิวยอร์ก อีกครั้ง

Image copyright WALKER, JOE C.
คำบรรยายภาพ ศพของแจ็ค บาร์สกี้ ตัวจริงถูกฝังอยู่ที่สุสานในวอชิงตันดีซี

ปีต่อมา บาร์สกี้ เช่าห้องพักอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในย่านแมนฮัตตัน และสร้างตัวตนใหม่ขึ้นมา โดยนำสูติบัตรของแจ็ค บาร์สกี้ ตัวจริงไปทำบัตรสมาชิกห้องสมุด ใบขับขี่ จนกระทั่งได้บัตรประกันสังคมในที่สุด

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบาร์สกี้ ไม่เคยมีประวัติการศึกษาและการทำงานที่แท้จริงในสหรัฐฯ มาก่อน จึงทำให้เขามีตัวเลือกในการสมัครงานที่จำกัด โดยเริ่มจากอาชีพพนักงานขี่จักรยานส่งพัสดุและเอกสารในย่านหรูของเกาะแมนฮัตตัน ซึ่งกลายเป็นโอกาสดี ที่เขาได้ทำความรู้จักกับผู้คนที่ไม่สนใจภูมิหลังของเขามากนัก จึงได้ทำความคุ้นเคยกับธรรมเนียมต่าง ๆ แบบชาวอเมริกันด้วย

ในระหว่างนั้น บาร์สกี้ ใช้เวลาว่างจากการทำงาน ไปปฏิบัติภารกิจต่อต้านการเฝ้าระวังจากฝ่ายตรงข้ามในนิวยอร์ก เพื่อเปิดโปงสายลับของศัตรูที่อาจกำลังติดตามเขาอยู่

นอกจากนี้ ก็ยังต้องคอยรายงานข้อมูลกลับไปยังรัฐบาลรัสเซีย ผ่านทางวิทยุคลื่นสั้น และนำกระดาษเขียนข้อความลับ ไปซ่อนไว้ตามจุดนัดหมายต่าง ๆ ในสวนสาธารณะของนิวยอร์ก รวมถึงไปเก็บกล่องบรรจุเงินสด และหนังสือเดินทางปลอม สำหรับใช้เดินทางกลับไปรายงานตัวที่รัสเซียด้วย

บาร์สกี้ จะเดินทางกลับไปเยอรมนีตะวันออกทุก ๆ 2 ปี เพื่อพบกับภรรยาที่ชื่อเกอร์ลินด์ และแมทเธียส ลูกชาย ซึ่งทั้งคู่เข้าใจว่าบาร์สกี้ ทำงานให้กับศูนย์อวกาศไบโคนูร์ ในประเทศคาซัคสถาน และไม่รู้เรื่องงานราชการลับ

ด้านผู้บังคับบัญชาของบาร์สกี้ ก็พึงพอใจกับความก้าวหน้าในงานของเขา ยกเว้นเรื่องที่บาร์สกี้ ยังไม่สามารถขอหนังสือเดินทางสัญชาติอเมริกันได้เสียที จึงทำให้เขาทำได้แค่งานสืบราชการลับในระดับล่าง เช่น การมองหาผู้ที่มีแนวโน้มจะเข้ามาเป็นสายลับให้รัสเซียได้ และยังรวบรวมรายงานเกี่ยวกับความรู้สึกของคนในประเทศในช่วงที่มีเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น ที่เครื่องบินรบโซเวียตยิงเครื่องบินพาณิชย์ของโคเรียน แอร์ไลนส์ ตกเมื่อปี 1983 ซึ่งทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับสหภาพโซเวียต เป็นต้น

บาร์สกี้ ยังเคยทำงานจารกรรม เช่นการขโมยซอฟท์แวร์ กลับไปให้กับสหภาพโซเวียตด้วย

อย่างไรก็ตาม บาร์สี้กล่าวว่า การที่เขาสามารถเคลื่อนไหวอยู่ในสหรัฐฯ ได้อย่างอิสระ โดยที่ทางการสหรัฐฯ ไม่รู้ ก็ทำให้ต้นสังกัดในกรุงมอสโกพอใจมากแล้ว "พวกเขาเน้นให้มีคนอยู่ในพื้นของที่อีกฝ่าย เผื่อกรณีเกิดสงคราม ซึ่งผมกลับมาคิดดูแล้วรู้สึกว่าค่อนข้างโง่ และแสดงให้เห็นถึงแนวคิดแบบเก่า ๆ"

Image copyright JACK BARSKY
คำบรรยายภาพ แจ็ค บาร์สกี้ (คนที่สี่จากซ้าย) กับเพื่อนร่วมงาน

บาร์สกี้ ค้นพบภายหลังว่า เขาเป็นสายลับหรือคนเข้าเมืองผิดกฎหมายจากโซเวียต ที่ถูกเรียกว่า "Soviet illegals" รุ่นที่สาม โดยผู้ที่เข้าไปยังสหรัฐฯ ก่อนหน้าเขา 2 รุ่นไม่ประสบความสำเร็จ ส่วนในรุ่นที่ 3 ที่ได้รับการฝึกพร้อมกับเขา เชื่อว่ามีอยู่ประมาณ 10-12 คน ซึ่งบางคนอาจจะเป็นสายลับอยู่ในสหรัฐฯ ก็ได้ แต่บาร์สกี้ กล่าวว่าเขาไม่เชื่อว่า ใครก็ตามที่ได้รับอิทธิพลจากการใช้ชีวิตในสหรัฐฯ แล้ว จะสามารถรักษาความเชื่อมั่นในระบอบคอมมิวนิสต์ได้นาน

สำหรับบาร์สกี้แล้ว เขาได้สัมผัสการใช้ชีวิตในสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบ จากแผนของเคจีบี ที่ให้เขาเข้าศึกษาในมหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ เพื่อค่อยๆ สร้างฐานะทางสังคมไปสู่จุดที่สูงขึ้น เพื่อจะได้เก็บข้อมูลข่าวกรองให้กับรัสเซียได้ ซึ่งการเรียนเพื่อให้จบปริญญาถือเป็นเรื่องง่ายมากสำหรับบาร์สกี้ เนื่องจากชีวิตจริงก่อนหน้านั้น เขาเป็นศาสตราจารย์ด้านเคมีที่สอนในมหาวิทยาลัยอยู่แล้ว โดยบาร์สกี้เรียนจบด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ซิตี้ ด้วยคะแนนสูงสุดของรุ่น ซึ่งทำให้เขาได้เข้าทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ที่บริษทประกันภัย เม็ท ไลฟ์ ในนิวยอร์ก

เช่นเดียวกับสายลับอีกหลายคนของรัสเซียที่ถูกไปยังสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ เขาเริ่มค่อย ๆ ตระหนักว่า สิ่งที่เคยถูกสอนมาเกี่ยวกับโลกตะวันตก ว่าเป็นระบบ "ชั่วร้าย" ที่เสี่ยงจะล่มสลายทั้งในแง่เศรษฐกิจและสังคมนั้น เป็นเรื่องโกหก

คำบรรยายภาพ ตึกเคจีบีในกรุงมอสโก เมื่อปี 2000

"สิ่งที่ทำให้ทัศนคติของผมอ่อนลง" ก็คือ "คนทั่วไป ที่นิสัยดี" ที่ได้พบในชีวิตประจำวัน "ความรู้สึกของผมคือ ที่จริงแล้วศัตรูก็ไม่ได้ชั่วร้าย ซึ่งผมก็คอยว่า ที่สุดแล้วอาจจะได้พบกับคนชั่วจริง ๆ สักครั้ง แต่ในบริษัทประกันที่ทำงานก็ไม่พบใครที่เป็นเช่นนั้น"

"ไม่มีอะไรเหมือนที่เราถูกสอนมาเลย ไม่ใช่สิ่งที่ผมคาดหมาย ผมอยากจะเกลียดคนเหล่านี้ และประเทศนี้ แต่ก็ไม่สามารถเกลียดเขาได้ ไม่แม้กระทั่งจะไม่ชอบด้วยซ้ำ"

ในปี 1985 บาร์สกี้ แต่งงานครั้งที่ 2 กับผู้หญิงที่เข้าเมืองผิดกฎหมายจากประเทศกายอานา ซึ่งเขาพบผ่านโฆษณาหาคู่ทางหน้าหนังสือพิมพ์ และตอนนี้มีลูกสาวด้วยกัน 1 คน ทำให้บาร์สกี้มี 2 ครอบครัว เช่นเดียวกับที่เขามีตัวตน 2 คน และกังวลว่าวันหนึ่งจะต้องเลือก

ซึ่งวันนั้นก็มาถึงในปี 1988 หลังจากที่บาร์สกี้ใช้ชีวิตเป็นสายลับมา 10 ปี โดยทางเคจีบี ในกรุงมอสโก เรียกตัวเขากลับด่วนเนื่องจากเชื่อว่ามีเจ้าหน้าที่จากสำนักงานสอบสวนกลางของสหรัฐฯ หรือ เอฟบีไอ กำลังติดตามเขาอยู่ แต่บาร์สกี้ ก็พยายามถ่วงเวลาอยู่ 1 สัปดาห์ จนกระทั่งมีคนเดินมาบอกที่ชานชลาสถานีรถไฟใต้ดินว่า "กลับบ้าน หรือไม่ก็ต้องตาย"

คำบรรยายภาพ แจ็ค บาร์สกี้ เชื่อว่ารัสเซียเห็นว่านายโรนัลด์ เรแกน เป็นบุคคลที่คาดเดาได้ยาก ทำให้เสี่ยงต่อการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์

อย่างไรก็ตาม จากการได้พูดคุยกับผู้ดูแลของเขาที่กรุงมอสโกก่อนหน้านี้ ทำให้บาร์สกี้ เชื่อว่า รัสเซีย มีความกังวลเกี่ยวกับสหรัฐฯ อยู่ 3 ประเด็นหลัก คือ ประการแรกรัสเซียมีมุมมองต่อต้านชาวยิว ประการที่สองคือกลัวความคาดเดาได้ยากของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน (ผู้นำสหรัฐฯ ในขณะนั้น) ที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการโจมตีด้วยอาวุธนิวเคลียร์ซึ่งอาจนำไปสู่จุดจบของโลกได้ และประกาศที่สาม คือ รัสเซียมีทัศนคติว่า ชนชาติของตนมีจริยธรรมเหนือกว่า ในประเด็นการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ โดยเชื่อว่า เป็นวิกฤตที่ "สมควรจะเกิดขึ้นกับชาวอเมริกันแล้ว" นอกจากนี้ก็มีความพยายามที่จะป้องกันไม่ให้มีการติดเชื้อในประเทศได้

"ผมเขียนจดหมายลับส่งกลับไปว่า ผมติดเอดส์ และวิธีเดียวที่จะได้รับการรักษา คือต้องอยู่ที่สหรัฐฯ เท่านั้น"

บาร์สกี้ ใช้ชีวิตอย่างปกติต่อไปในสหรัฐฯ ท่ามกลางความหวาดกลัวในช่วงแรก ๆ แต่หลังจากนั้นไม่กี่เดือนเขาก็เริ่มรู้สึกสบายใจขึ้นว่าทั้งเอฟบีไอ และเคจีบี ต่างก็ไม่มายุ่งเกี่ยวอีก จนกระทั่งในปี 1992 มีอดีตนักจดหมายเหตุของเคจีบี ชื่อวาซิลี นิคิทิช มิทโรคิน ที่แปรพักตร์และยอมเปิดเผยข้อมูลลับหลายเรื่องของโซเวียด รวมถึงตัวตนที่แท้จริงของแจ็ค บาร์สกี้ ด้วย

Image copyright OTHER
คำบรรยายภาพ พาสปอร์ตของแจ็ค บาร์สกี้

หลังจากนั้นมา บาร์สกี้ ถูกเอฟบีไอ ติดตามอยู่กว่า 3 ปี เพื่อดูว่าเขาเป็นสายลับของเคจีบีจริงหรือไม่ และสุดท้าย บาร์สกี้ ก็เผลอเปิดเผยกับภรรยาระหว่างที่มีปากเสียงกัน ทำให้เจ้าหน้าที่สอบสวนกลางที่คอยดังฟังอยู่รู้ไปด้วย

"ตอนนั้นผมพยายามรักษาชีวิตคู่ที่กำลังมีปัญหาเอาไว้ โดยพยายามบอกกับภรรยาว่า ผมต้องเสียสละมากแค่ไหน เพื่อที่จะได้อยู่กับเธอและเชลซี ลูกสาวของเรา และผมบอกกับเธอไปว่า ผมเป็นคนเยอรมันที่เคยทำงานให้กับเคจีบี ซึ่งทางรัสเซียบอกได้ผมกลับไป แต่ผมไม่กลับ ซึ่งเป็นอันตรายกับตัวผมพอสมควร"

บาร์สกี้ โจ ไรลีย์ เจ้าหน้าที่เอฟบีไอ นำตัวไปสอบปากคำ ซึ่งเขาก็ได้พยายามให้ข้อมูลกับทางการสหรัฐฯ มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ และหลังจากผ่านการทดสอบโดยใช้เครื่องจับโกหก แจ็ค ก็ได้รับข่าวดีว่าเอฟบีไอ จะช่วยทำให้ฝันของเขาที่อยากถือสัญชาติอเมริกันเป็นจริงขึ้นมา แถมไรลีย์ ก็ยังกลายมาเป็นเพื่อนสนิทของเขาด้วย

ขณะนี้ แจ็ค บาร์สกี้ มีหนังสือเดินทางสัญชาติอเมริกันอย่างเป็นทางการแล้ว ได้แต่งงานใหม่เป็นครั้งที่ 3 และมีลูกชายเล็ก ๆ 1 คน ส่วนภรรยาคนแรกที่เยอรมนี หลังจากรู้ความจริงแล้วก็ยังไม่ยอมพูดกับเขาอีกเลย ด้านนายจ้างในนิวยอร์ก ก็ไม่ค่อยพอใจกับการมีอดีตสายลับเคจีบีเป็นพนักงาน จึงได้ให้เขาออกจากงานทันทีที่รู้เรื่อง

อย่างไรก็ตาม บาร์สกี้ กล่าวว่า เขาไม่เสียใจกับอดีตเลย และยังบรรลุเป้าหมายของภารกิจที่เคจีบี วางไว้ให้ตอนแรกด้วย โดยเขาได้เป็นเจ้าของหนังสือเดินทางสัญชาติอเมริกันอย่างสมบูรณ์แล้ว ด้วยความช่วยเหลือของเอฟบีไอ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง