ตกตึก 47 ชั้นไม่ตาย ชีวิตเหมือนเกิดใหม่ของ “อัลซีเดส โมเรโน”

นายอัลซีเดส โมเรโน Image copyright .
คำบรรยายภาพ นายอัลซีเดส โมเรโน

นายอัลซีเดส โมเรโน ชาวเอกวาดอร์ รู้สึกเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ หลังตกตึกสูง 47 ชั้นแต่กลับรอดปาฏิหาริย์

นายอัลซีเดส โมเรโน ชาวเอกวาดอร์วัย 46 ปี มีชีวิตที่เหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ หลังรอดชีวิตปาฏิหาริย์จากการตกตึกสูงถึง 47 ชั้นในนครนิวยอร์กเมื่อสิบปีก่อน

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2550 นายโมเรโนและน้องชายซึ่งต่างเดินทางเข้าสหรัฐฯมาทำงานเช็ดกระจกตามอาคารสูง เตรียมจะเริ่มลงมือทำความสะอาดหน้าต่างของตึก Solow Tower ในย่านแมนฮัตตัน โดยทั้งสองปีนลงจากชั้นดาดฟ้าของตึกขึ้นไปยืนบนนั่งร้านที่จะใช้เช็ดกระจก แต่โชคร้ายที่สายเคเบิลซึ่งยึดนั่งร้านไว้หลุดออก โดยนั่งร้านด้านซ้ายที่น้องชายของนายโมเรโนยืนอยู่ได้หลุดออกก่อน ทำให้ร่างของทั้งสองที่ยังไม่ได้สวมสายยึดนิรภัยร่วงลงสู่เบื้องล่างทันที

คาดว่าทั้งสองตกลงมาจากระดับความสูง 144 เมตร ด้วยความเร็วถึงกว่า 193 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทำให้น้องชายนายโมเรโนต้องเสียชีวิตอย่างน่าสยดสยอง เพราะร่างไปเสียบคาอยู่ที่รั้วไม้ ส่วนนายโมเรโนนั้นตกลงมาโดยเกาะแผ่นนั่งร้านไว้แน่น แผ่นนั่งร้านดังกล่าวแตกเป็นเศษโลหะชิ้นเล็กชิ้นน้อยเมื่อตกถึงพื้น แต่ตัวเขายังมีลมหายใจและมีสติอยู่เมื่อหน่วยกู้ภัยตามไปช่วยเหลือ โดยต้องค่อย ๆ ใช้เครื่องมือแซะร่างเขาออกจากกองเศษโลหะอย่างระมัดระวังเหมือนแซะเปลือกไข่ที่เปราะบาง เพราะเกรงว่ากระดูกในร่างกายคงจะแหลกไปเกือบทั้งตัว

Image copyright Google
คำบรรยายภาพ ตึก Solow Tower สูง 47 ชั้น ที่ อัลซีเดส โมเรโน ตกลงมา

นายโมเรโนถูกนำส่งโรงพยาบาลนิวยอร์กเพรสไบทีเรียน โดยได้รับบาดเจ็บที่สมอง หน้าอก ช่องท้อง กระดูกสันหลังและกระดูกซี่โครงร้าว รวมทั้งขาสองข้างและแขนขวายังหักอีกด้วย โดยแพทย์ต้องผ่าตัดและให้เลือดเขาหลายครั้ง จนเขาพ้นขีดอันตรายและฟื้นขึ้นในเวลาอีกสามสัปดาห์ต่อมาในวันคริสต์มาสพอดี

บรรดาแพทย์และผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยดับเพลิงนครนิวยอร์กต่างกล่าวกันว่า กรณีของนายโมเรโนที่รอดชีวิตมาได้นับว่าเป็นปาฏิหาริย์โดยแท้ เพราะจากสถิติทั่วไป ผู้ที่ตกจากอาคารสูง 3 หรือ 4 ชั้นนั้นจะมีผู้รอดชีวิตเพียงครึ่งเดียว ส่วนผู้ที่ตกจากอาคารสูงเกิน 10 ชั้นนั้นแทบไม่มีรายงานผู้รอดชีวิตเลย

ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันว่า นายโมเรโนรอดชีวิตจากการตกตึกสูงหลายสิบชั้นเพราะอะไรกันแน่ บ้างก็สันนิษฐานว่าการที่เขาเกาะแผ่นนั่งร้านไว้แน่น ทำให้แผ่นนั่งร้านกลายเป็นตัวรับแรงกระแทกส่วนใหญ่ไปแทน บ้างก็ว่าแผ่นนั่งร้านได้กลายเป็นเสมือนเซิร์ฟบอร์ด หรือกระดานร่อนโต้กระแสอากาศที่ทำให้เขาลงพื้นได้นิ่มนวลขึ้น บ้างก็ว่าตัวนายโมเรโนอาจกระเด้งกระดอนไปโดนด้านข้างของตัวอาคารเข้าบ้าง ทำให้ตกกระทบพื้นด้วยความเร็วที่น้อยลง

Image copyright NYC FIRE DEPARTMENT
คำบรรยายภาพ นายอัลซีเดส โมเรโน (กลาง) กับเจ้าหน้าที่หน่วยดับเพลิงนครนิวยอร์กซึ่งช่วยชีวิตเขาไว้ ภาพถ่ายเมื่อปี 2551

ผลการสอบสวนกรณีที่เกิดขึ้น พบว่าสายเคเบิลที่ยึดนั่งร้านกับดาดฟ้าอาคารหลุดออก เนื่องจากผู้มีหน้าที่ดูแลไม่ได้ยึดสายเคเบิลให้แน่นหนาพอ ส่วนกรณีที่สองพี่น้องโมเรโนลงไปในนั่งร้านโดยไม่ได้สวมสายยึดนิรภัยกับตัวนั้น พิจารณาได้ว่าไม่ได้เกิดจากความประมาทเลินเล่อ เพราะสภาพสิ่งของในที่เกิดเหตุชี้ว่าสองพี่น้องกำลังจะเตรียมกลับขึ้นไปบนดาดฟ้าอีกครั้งก่อนเริ่มงาน

ผลการสอบสวนดังกล่าวทำให้นายโมเรโนได้รับเงินค่าชดเชยก้อนโต เขาย้ายไปอยู่ที่เมืองฟีนิกซ์ รัฐแอริโซนา และรับครอบครัวซึ่งประกอบด้วยภรรยาและลูก 3 คนจากเอกวาดอร์มาอยู่ด้วยกันที่สหรัฐฯ เขายังคงคิดถึงน้องชายที่เสียชีวิตไปโดยบอกว่าเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิตเหมือนกับสูญเสียลูก

ปัจจุบันนายโมเรโนสามารถเดินได้ แต่วิ่งไม่ได้เพราะบาดเจ็บเรื้อรังที่หลัง เขาตัดสินใจเลิกทำงานเพราะเหตุผลทางสุขภาพ แต่หันมาให้เวลาและความสำคัญกับครอบครัวมากขึ้น โดยเมื่อแปดเดือนก่อนเขาเพิ่งได้ลูกชายคนใหม่ "ลูกคนนี้น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ผมยังมีชีวิตอยู่ ผมจะเลี้ยงเขาอย่างดีและเล่าเรื่องของผมให้ฟังเมื่อเขาโตขึ้น" นายโมเรโนกล่าว