ลูกเขยทรัมป์เตรียมถูกสอบสวนเรื่องรัสเซียแทรกแซงเลือกตั้ง

นายจาเร็ด คุชเนอร์ Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ นายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของผู้นำสหรัฐฯ เตรียมเข้าให้ปากคำกับวุฒิสภา เรื่องที่พบกับทูตและผู้บริหารธนาคารรัสเซียระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง

นายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของผู้นำสหรัฐฯ เตรียมเข้าให้ปากคำกับวุฒิสภา เรื่องที่พบกับทูตและผู้บริหารธนาคารรัสเซียระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง

นายจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เตรียมเข้าให้ปากคำกับคณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภา ในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างทีมงานหาเสียงของนายทรัมป์กับทางการรัสเซีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสืบสวนกรณีที่เชื่อว่ารัสเซียแทรกแซงการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯเพื่อให้นายทรัมป์ได้ชัยชนะ

หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานว่า คณะกรรมาธิการข่าวกรองของวุฒิสภาจะซักถามนายคุชเนอร์ถึงการพบปะสองครั้งระหว่างตัวเขากับบุคคลสำคัญของทางการรัสเซีย ในระหว่างที่เขายังเป็นที่ปรึกษาของนายทรัมป์ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง โดยขณะนั้นเขาได้พบกับนายเซอร์เก คิสเลียก ทูตรัสเซียประจำกรุงวอชิงตัน และประธานบริหารผู้หนึ่งของธนาคารเพื่อการพัฒนาของรัสเซีย ที่ตึกทรัมป์ทาวเวอร์ในนครนิวยอร์ก

ด้านโฆษกทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯระบุว่า นายคุชเนอร์เป็นฝ่ายอาสาเข้าให้ปากคำกับคณะกรรมาธิการฯด้วยความเต็มใจโดยไม่ใช้สิทธิคุ้มครองพิเศษ เนื่องจากต้องการสร้างความชัดเจนถึงบทบาทของเขาระหว่างการหาเสียงเลือกตั้ง ซึ่งก็คือผู้เปิดช่องทางการสื่อสารระหว่างประธานาธิบดีทรัมป์กับสาธารณะนั่นเอง โดยที่ผ่านมานายคุชเนอร์พบปะกับผู้แทนต่างประเทศเป็นประจำนอกเหนือไปจากผู้แทนของรัสเซีย

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งแต่งตั้งให้บุตรเขยรับหน้าที่ดูแลการปฏิรูประบบราชการให้ทันสมัยมากขึ้น

ทั้งนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์เพิ่งแต่งตั้งให้บุตรเขยรับหน้าที่ดูแลการยกเครื่องระบบบริหารราชการทั้งหมด โดยนำเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยงานบริหารให้มีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำอย่างแอปเปิลและไมโครซอฟท์จะให้ความช่วยเหลือ เพื่อปฏิรูปให้การดำเนินงานของรัฐบาลสหรัฐฯเป็นเหมือนบริษัทชั้นนำของประเทศตามที่นายคุชเนอร์วางแผนไว้

ก่อนหน้านี้ทางการรัสเซียปฏิเสธว่า ข้อกล่าวหาที่ว่ารัสเซียเข้าแทรกแซงทางไซเบอร์ในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อช่วยให้นายทรัมป์ได้ชัยชนะนั้นไม่เป็นความจริง ส่วนนายทรัมป์นั้นยืนกรานหนักแน่นว่า ข่าวเล่าลือเรื่องดังกล่าวเป็น "ข่าวปลอม"