เปิดประเด็นการเจรจาเบร็กซิท หลังอังกฤษเริ่มนับถอยหลังอำลาอียู

รัฐบาลสหราชอาณาจักรแจ้งเริ่มกระบวนการเบร็กซิทต่ออียูแล้ว การเจรจาของทั้งสองฝ่ายจะเป็นอย่างไรต่อไป ? Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ รัฐบาลสหราชอาณาจักรแจ้งเริ่มกระบวนการเบร็กซิทต่ออียูแล้ว การเจรจาของทั้งสองฝ่ายจะเป็นอย่างไรต่อไป ?

แม้อังกฤษจะแจ้งถอนตัวจากอียูเรียบร้อยแล้ว แต่กระบวนการทำข้อตกลง "หย่าขาด" กับอียูยังอีกยาวไกลและมีแววยุ่งยาก ประเด็นสำคัญในการเจรจาเบร็กซิทหลังจากนี้มีอะไรบ้าง ?

หลังผู้นำสหราชอาณาจักรได้แจ้งความประสงค์ออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (อียู) อย่างเป็นทางการ ตามมาตรา 50 ของสนธิสัญญาลิสบอนเรียบร้อยแล้ว หลายคนอาจสงสัยว่า กระบวนการเบร็กซิทที่เปรียบเสมือนการยื่นขอหย่าขาดจากอียูนั้นจะดำเนินไปในทิศทางใด และมีประเด็นอะไรบ้างที่ทั้งสองฝ่ายต้องเจรจาตกลงกันให้ได้ภายในระยะเวลา 2 ปีนับจากนี้ ซึ่งหลายฝ่ายมองกันว่าคงจะเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนไม่ใช่น้อย และอาจต้องใช้เวลาเจรจาต่อรองกันนานกว่าที่กำหนดไว้ก็เป็นได้

ในขณะนี้คณะกรรมาธิการยุโรปจะรับหน้าที่เป็นหัวหอกในการเจรจากับฝ่ายสหราชอาณาจักร โดยมีนายมิเชล บาร์นิเยร์ อดีตรัฐมนตรีในรัฐบาลฝรั่งเศสเป็นผู้นำการเจรจา โดยปัจจุบันได้รวบรวมข้อมูลความต้องการในการเจรจาของชาติสมาชิกอียูเอาไว้จำนวนหนึ่งแล้ว และจะนำมาเรียบเรียงเป็นข้อเสนอร่วมของอียูที่จะยื่นเรียกร้องต่อสหราชอาณาจักรต่อไป

อย่างไรก็ตาม ความต้องการของชาติสมาชิกอียู 27 ประเทศในเรื่องการเจรจาเบร็กซิทนั้นแตกต่างหลากหลายกันออกไปอย่างมาก เช่นกลุ่มประเทศแถบทะเลบอลติกนั้นหวังพึ่งสหราชอาณาจักรให้เป็นผู้นำด้านความมั่นคงของยุโรปต่อไป ส่วนโปแลนด์มองว่าอังกฤษคือแหล่งงานและแหล่งรายได้ที่สำคัญของพลเมืองที่ไปทำงานต่างประเทศ ด้านสเปนมองว่าตนต้องสร้างสมดุล ระหว่างการรักษาน้ำใจนักธุรกิจชาวอังกฤษจำนวนมากที่อยู่ในสเปน กับโอกาสในการเจรจาเรื่องดินแดนติดช่องแคบยิบรอลตาร์ที่สหราชอาณาจักรครอบครองอยู่หลังจากนี้

ความต้องการที่หลากหลายของชาติสมาชิกอียูนั้น ส่อแววว่าจะทำให้การเจรจาเบร็กซิทประสบความยุ่งยาก นอกจากนี้ยังมีเรื่องของความคาดหวังที่ไม่ตรงกันระหว่างสหราชอาณาจักรและอียูในภาพรวมอยู่ด้วย เช่นเรื่องของความสัมพันธ์ทางการค้าในอนาคต ซึ่งสหราชอาณาจักรอยากเจรจาเรื่องนี้ไปพร้อมกับเรื่องข้อตกลงเพื่อแยกตัวจากอียู แต่ดูเหมือนว่าสหภาพยุโรปจะไม่เห็นด้วยและต้องการให้เจรจาโดยแยกสองเรื่องนี้ออกจากกัน

เรื่องที่ดูเหมือนว่าน่าจะตกลงกันได้ง่ายที่สุด คือเรื่องของสิทธิพลเมืองอียูที่อาศัยและทำงานในสหราชอาณาจักร รวมทั้งสิทธิของพลเมืองผู้ถือหนังสือเดินทางของสหราชอาณาจักรที่กระจายตัวกันอยู่ในหลายประเทศสมาชิกของอียู เพราะไม่มีใครอยากให้เกิดประเด็นปัญหาด้านมนุษยธรรมในเรื่องนี้ขึ้นมา

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ มีความกังวลว่า การออกจากสหภาพยุโรปจะทำให้มหานครลอนดอนถูกลดความสำคัญในฐานะหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจโลกลง

แต่ปัญหาที่น่าจะตกลงกันได้ยากที่สุดนั้นก็คือเรื่องเงิน ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ในการหย่าร้างอยู่เสมอ ในกรณีการเจรจาเบร็กซิทก็เช่นเดียวกัน เพราะมีแววว่าสหราชอาณาจักรอาจยังต้องจ่ายเงินสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้อียูต่อไปอีกหลายปี ซึ่งอาจต้องจ่ายไปจนถึงปี 2564 ก็เป็นได้ เนื่องจากอียูได้วางแผนงบประมาณนี้ไว้ก่อนการแจ้งเริ่มเจรจาเบร็กซิทนานแล้ว นอกจากนี้ยังมีเงินสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเจ้าหน้าที่พลเรือนของอียูที่สหราชอาณาจักรอาจยังต้องช่วยจ่ายอยู่อีกด้วย ซึ่งเงินในส่วนนี้อาจคิดเป็นมูลค่าสูงถึงกว่า 50,000 ล้านปอนด์เลยทีเดียว

ปัญหาที่มีแนวโน้มจะตกลงกันได้ยากอีกเรื่องหนึ่ง คือความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจหลังเบร็กซิท โดยสถาบันวิจัยเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติสหราชอาณาจักรประเมินว่า ในระยะยาวหลังออกจากตลาดร่วมยุโรป การค้าระหว่างอังกฤษกับอียูจะลดลงอย่างมากราว 22-30 % และเศรษฐกิจที่พึ่งพาภาคการเงินและการค้าปลีกเป็นหลักของอังกฤษจะต้องได้รับผลกระทบหากไม่ได้อยู่ในเขตตลาดร่วมปลอดภาษีอีกต่อไป เว้นแต่สหราชอาณาจักรจะสามารถทำข้อตกลงการค้าหลังเบร็กซิทกับอียูให้เหมือนกับที่มีอยู่ในทุกวันนี้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าอียูจะไม่ยินยอมเด็ดขาด

ทั้งสองฝ่ายยังต้องเจรจากันอย่างละเอียดถึงข้อตกลงว่าด้วยกฎเกณฑ์ของสหภาพศุลกากรยุโรป เนื่องจากหลังกระบวนการเบร็กซิทอาจมีปัญหาในเรื่องการจัดเก็บหรืองดเว้นภาษีแก่สินค้าที่ผลิตและจำหน่ายข้ามแดนได้ เช่นหากมีบริษัทญี่ปุ่นซึ่งประกอบรถยนต์ในสหราชอาณาจักรด้วยชิ้นส่วนที่ผลิตจากเยอรมนี แล้วส่งรถยนต์นั้นไปขายในเบลเยียม จะพิจารณาจัดเก็บภาษีกันตอนไหนอย่างไร หรือเรือประมงดัชต์จะยังคงเข้ามาหาปลาในน่านน้ำอังกฤษบริเวณทะเลเหนือได้อีกต่อไปหรือไม่

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ปัญหาผู้อพยพและแรงงานข้ามชาติเป็นประเด็นสำคัญที่ผลักดันให้มีการลงประชามติเรื่องเบร็กซิท

ปัญหาเรื่องผู้อพยพและแรงงานข้ามชาติเป็นอีกประเด็นสำคัญในการเจรจาเบร็กซิทขั้นต่อไป แม้ว่าปัญหานี้จะมีส่วนผลักดันให้เกิดการลงมติถอนตัวออกจากอียูในตอนแรก แต่ในการเจรจากับสหภาพยุโรปครั้งนี้ สหราชอาณาจักรจะต้องพยายามทำข้อตกลงที่รับประกันว่า จะไม่มีอุปสรรคต่อการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติระดับที่กระทบต่อธุรกิจในภาคการเกษตร การก่อสร้าง การโรงแรม การดูแลสุขภาพ และบริการอื่น ๆ ซึ่งอาศัยแรงงานข้ามชาติเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีรายงานว่าอังกฤษจะทำข้อตกลงกับอียู เพื่อเปิดให้แรงงานต่างชาติจากในอียูเข้ามาทำงานได้หลังเบร็กซิทต่อไปอีกหลายปี โดยอาจมีการให้วีซ่าประเภทพิเศษ

ปัญหาในการเจรจาที่สร้างความกังวลอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของความร่วมมือด้านมั่นคง การดูแลรักษาความปลอดภัยข้ามเขตแดน และการต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอนหากอังกฤษออกจากสหภาพยุโรป ซึ่งในปัจจุบันอังกฤษมีความร่วมมือหลักสามประการกับอียูในด้านนี้ คือการแบ่งปันข่าวกรองผ่านระบบข้อมูลข่าวสารเชงเก้นรุ่นที่สอง (SIS II) การปฏิบัติงานร่วมกันผ่านองค์กรตำรวจยุโรปหรือยูโรโพล และการใช้หมายจับที่มีผลทั่วทั้งภูมิภาคยุโรป (EAW) ซึ่งสหราชอาณาจักรหวังว่าจะสามารถเจรจาให้ตนร่วมใช้ระบบแบ่งปันข่าวกรอง และมีบทบาทในยูโรโพลได้ต่อไป เนื่องจากชาติสมาชิกอียูก็ได้ประโยชน์จากการนี้ด้วย ส่วนเรื่องของหมายจับข้ามแดนนั้น อาจต้องเจรจาทำข้อตกลงส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนเป็นรายประเทศไป