กัมพูชาห้ามส่งออกนมแม่ ชี้นำไปขายหมดจนลูกอดกิน

หลายฝ่ายมองว่า การส่งออกนมแม่เท่ากับส่งเสริมให้นำนมไปขาย แทนที่จะให้ลูกของตนเองกิน Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ หลายฝ่ายมองว่า การส่งออกนมแม่เท่ากับส่งเสริมให้นำนมไปขาย แทนที่จะให้ลูกของตนเองกิน

กัมพูชาห้ามแม่ลูกอ่อนส่งออกนมจากเต้าไปขายต่างประเทศ หลังรัฐเร่งปราบการค้าอวัยวะและผลิตภัณฑ์จากมนุษย์ ชี้ลูกอดกินนมแม่เพราะนำไปขายหมด

ทางการกัมพูชาออกคำสั่งห้ามส่งออกน้ำนมมารดาไปขายยังต่างประเทศ โดยไม่ได้ระบุเหตุผลชัดเจนถึงที่มาของคำสั่งดังกล่าว เพียงแต่ระบุในแถลงการณ์สั้น ๆ ว่า "ประเทศของเราอาจยากจน แต่ก็ไม่ได้จนถึงขั้นต้องขายน้ำนมจากมนุษย์"

ตลอดสองปีที่ผ่านมา เรื่องการจำหน่ายน้ำนมมารดาตกเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอย่างมากในกัมพูชา เนื่องจากมีบริษัทสัญชาติอเมริกันชื่อ แอมโบรเชีย แล็บส์ มาเปิดกิจการรับซื้อน้ำนมมารดาจากกลุ่มหญิงที่ยากจนในเมืองสตุงเมียนเจย ใกล้กับกรุงพนมเปญ โดยรวบรวมน้ำนมมารดาที่ได้ส่งไปแปรรูปและจำหน่ายให้กับบรรดาแม่ที่ไม่มีน้ำนมเลี้ยงลูกด้วยตนเองในสหรัฐฯ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของรัฐว่า การค้าน้ำนมแม่นี้เข้าข่ายการค้าผลิตภัณฑ์จากมนุษย์ คล้ายกับการค้าอวัยวะอย่างผิดกฎหมายซึ่งทางการกัมพูชากำลังเร่งปราบปรามอยู่

องค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติหรือยูนิเซฟเคยระบุว่า ธุรกิจค้าน้ำนมมารดานั้นเท่ากับแสวงหาผลกำไรโดยเอารัดเอาเปรียบหญิงที่ยากจน และว่าการแบ่งปันน้ำนมมารดานั้นไม่ควรทำเป็นการค้า นอกจากนี้ ยังมีผู้แสดงความเห็นคัดค้านอีกจำนวนมาก โดยชี้ว่าการส่งออกนมแม่เท่ากับส่งเสริมให้นำนมแม่ไปขายแทนที่จะเก็บไว้ให้ลูกของตนเองกิน

บริษัทแอมโบรเชีย แล็บส์ รับซื้อน้ำนมแม่จากหญิงกัมพูชาในราคาราว 17 บาทต่อปริมาณ 28 มิลลิลิตร แต่ส่งออกไปขายในสหรัฐฯในราคาที่สูงกว่านั้น 8 เท่า อย่างไรก็ตาม ทางบริษัทยืนยันว่าได้กำหนดให้แต่ละคนนำนมแม่มาส่งขายได้เพียงวันละสองครั้ง และรับเฉพาะนมจากแม่ที่ได้ให้นมลูกของตนเองมาแล้วเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ซึ่งเป็นระยะเวลาขั้นต่ำสุดที่องค์การอนามัยโลกแนะนำ โดยการค้าน้ำนมมารดากับทางบริษัทได้สร้างรายได้เสริมให้กว่า 90 ครอบครัวแล้ว

Image copyright AFP/Getty Images
คำบรรยายภาพ แม้การเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาจะทำกันอย่างแพร่หลายในกัมพูชา แต่เด็กที่นั่นยังคงมีปัญหาขาดสารอาหาร

ดร.อัญชลี พาล์มควิสต์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านมานุษยวิทยาการแพทย์จากมหาวิทยาลัยอีลอนในสหรัฐฯระบุว่า การที่หญิงกัมพูชาสามารถขายน้ำนมของตนโดยคิดเงินตามจำนวนมิลลิลิตรที่ผลิตได้ เท่ากับมีแรงกดดันให้ต้องผลิตเพื่อขายให้ได้มาก และมองข้ามความต้องการบริโภคของลูกตนเองไป เพราะมักเข้าใจผิดกันว่ากำลังขายน้ำนมที่เหลือจากลูกกิน ทั้งที่จริงแล้วแม่ส่วนใหญ่ผลิตน้ำนมได้เท่าที่ลูกของตนจะบริโภคเพียงคนเดียวเท่านั้น

แม้ทางการและผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งจะคัดค้านการค้าน้ำนมมารดา แต่บรรดาแม่ลูกอ่อนและนักวิชาการผู้ศึกษาปัญหาสังคมของกัมพูชาอีกส่วนหนึ่งกลับบอกว่า การขายน้ำนมแม่เพื่อส่งออกต่างประเทศเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางหนึ่งในการยกระดับคุณภาพชีวิตของครอบครัวที่ยากจน ซึ่งส่วนใหญ่แม่ลูกอ่อนต้องทิ้งลูกไว้ที่บ้านและออกไปทำงานตามโรงงาน หรือหาของจากกองขยะไปขาย ซึ่งก็ได้เงินเพียงน้อยนิด แต่การขายน้ำนมทำให้มีรายได้ตกวันละ 400 บาท โดยสามารถเลี้ยงลูกอยู่กับบ้านได้ด้วย

ศาสตราจารย์อันนุสกา เดิร์กส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านปัญหาสตรีของกัมพูชาบอกว่า ในสายตาของชาวบ้านกัมพูชาและตามพื้นฐานทางวัฒนธรรมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว การให้น้ำนมแม่แก่หญิงคนอื่นถือเป็นการให้ความช่วยเหลือที่ช่วยผูกสัมพันธ์แบบเครือญาติให้แน่นแฟ้นขึ้น โดยถือว่าลูกของคนอื่นก็เหมือนกับลูกของตนเองด้วย