ทรัมป์ลั่นสหรัฐฯ ลุยเอง หากจีนไม่แก้ปมเกาหลีเหนือ

โดนัลด์ ทรัมป์,จีน,เกาหลีเหนือ,นิวเคลียร์ Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ผู้นำสหรัฐฯ จะพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงว่าสหรัฐฯ จะเดินหน้าแก้ไขปัญหาภัยคุกคามด้านนิวเคลียร์จากเกาหลีเหนือเอง หากจีนไม่ยอมเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวข้างต้นในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียล ไทมส์ ของสหราชอาณาจักร ก่อนหน้าการพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนในวันพฤหัสบดีที่จะถึงนี้ (6 เม.ย.) ที่รีสอร์ตมาร์อะลาโกของนายทรัมป์ที่เมืองปาล์มบีช รัฐฟลอริดา

"จีนมีอิทธิพลต่อเกาหลีเหนืออย่างมาก และอาจตัดสินใจช่วยหรือไม่ช่วยเราในเรื่องนี้ก็เป็นได้ แต่ถ้าจีนช่วยเหลือเราก็จะเป็นผลดีต่อจีนเองอย่างมาก แต่ถ้าจีนไม่ทำอะไรเลย ก็จะไม่เป็นผลดีต่อใครทั้งสิ้น" นายทรัมป์กล่าว

ผู้นำสหรัฐฯ ยังกล่าวย้ำว่า ในกรณีที่จีนไม่ให้ความร่วมมือ สหรัฐฯ จะเคลื่อนไหวเพื่อแก้ปัญหาเกาหลีเหนือด้วยตนเองอย่างแน่นอน แม้จะต้องเดินหน้าไปเพียงฝ่ายเดียวก็ตาม

ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ หลายคน เช่น รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหม ได้กล่าวเตือนเกาหลีเหนือว่าจะตอบโต้อย่างรุนแรงถ้ามีการใช้อาวุธนิวเคลียร์ และสหรัฐฯ อาจพิจารณาโจมตีเกาหลีเหนือก่อนเพื่อป้องกันภัยคุกคามนี้

Image copyright AFP
คำบรรยายภาพ ภาพการยิงทดสอบขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ ซึ่งออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ของเกาหลีใต้ เมื่อวันที่ 6 มีนาคมที่ผ่านมา

เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา จีนได้ออกมาตรการลงโทษเกาหลีเหนือกรณียิงทดสอบขีปนาวุธ โดยห้ามนำเข้าถ่านหินจากเกาหลีเหนือไปจนถึงสิ้นปีนี้ ซึ่งถือเป็นการตัดลดแหล่งรายได้สำคัญของเกาหลีเหนือลง แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่านายทรัมป์จะกดดันผู้นำจีนให้เคลื่อนไหวมากขึ้นในเรื่องนี้ และกล่าวเป็นนัยว่าอาจนำประเด็นเจรจาทางการค้ามาเป็นเครื่องช่วยต่อรองกับจีนในเรื่องเกาหลีเหนือด้วย

ในการให้สัมภาษณ์กับไฟแนนเชียล ไทมส์ นายทรัมป์เผยว่าการพบเจรจากับประธานาธิบดีจีนครั้งนี้จะเน้นพูดคุยเรื่องที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้ากับจีนเป็นหลัก แต่จะยังไม่เจรจากันถึงเรื่องกำแพงภาษีแต่อย่างใด โดยเมื่อช่วงสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ผู้นำสหรัฐฯ ได้ออกคำสั่งให้มีการศึกษากรณีสหรัฐฯขาดดุลการค้า โดยมุ่งทบทวนกฎเกณฑ์และหลักปฏิบัติทางการค้าระหว่างประเทศในปัจจุบันที่อาจทำให้สหรัฐฯ เสียเปรียบ แต่ทางทำเนียบประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่า คำสั่งดังกล่าวไม่ได้มุ่งเป้าเพื่อโจมตีจีน ซึ่งเป็นประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วยมากเป็นอันดับแรกราว 347,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี