ยุโรปกลายเป็น 'ศูนย์กลาง' เนื้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็ก

เซิร์ฟเวอร์ Image copyright Thinkstock
คำบรรยายภาพ ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า แม้ทางการได้รับการแจ้งเกี่ยวกับภาพการล่วงละเมิดเพิ่มขึ้น แต่ตัวเลขของการส่งต่อภาพกลับไม่ลดลง

ยุโรปกำลังกลายเป็นศูนย์กลางของภาพนิ่งและวีดีโอ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็ก คาดอเมริกาเหนือตรวจสอบเข้มขึ้น ทำให้เนื้อหาล่วงละเมิดส่วนใหญ่พบในยุโรป

รายงานประจำปีของมูลนิธิอินเทอร์เน็ต ว็อตช์ (IWF) ระบุว่า พบว่า 60% ของเนื้อหาผิดกฎหมายทางอินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศเด็กทั่วโลก อยู่ในยุโรป เพิ่มขึ้น 19% จากปีที่ผ่านมา โดยเนเธอร์แลนด์ เป็นประเทศที่พบเนื้อหาผิดกฎหมายนี้มากที่สุดในบรรดาชาติยุโรป คาดว่าการที่ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในทวีปอเมริกาเหนือได้ปรับปรุงวิธีการรายงาน และสอดส่องดูแลเนื้อหาออนไลน์ดีขึ้นช่วยทำให้เกิดพบเนื้อหาการล่วงละเมิดเด็กในยุโรปมากขึ้น

ซูซี่ ฮาร์เกรฟส์ ประธาน IWF กล่าวว่า "สถานการณ์ที่กลับกันจากปีที่แล้ว ขณะนี้ ยุโรปเป็นแหล่งที่มีภาพการล่วงละเมิดทางเพศเด็กมากที่สุด แทนที่จะเป็นอเมริกาเหนือ"

ทั้งนี้ IWF เป็นหน่วยงานของสหราชอาณาจักร ที่ทำหน้าที่ค้นหา และลบเนื้อหาล่วงละเมิดออกจากเครือข่ายทางอินเทอร์เน็ตในสหราชอาณาจักร

ความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้น

ตัวเลขของ IWF ระบุว่า ในปี 2015 (2558) ประมาณ 57% ของเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาล่วงละเมิดพบว่าอยู่ในสหรัฐอเมริกา แต่ในปี 2016 ตัวเลขนี้ลดลงมาอยู่ที่ 37% และเนื้อหาล่วงละเมิดพบในยุโรปมากที่สุดแทน ซึ่งรวมถึงรัสเซียและตุรกีด้วย โดยพบว่า มีหน้าเว็บประมาณ 34,212 หน้า ที่แสดงเนื้อหาล่วงละเมิด

น.ส.ฮาร์เกรฟส์ กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงนี้ "อาจสะท้อนว่าอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตสหรัฐฯ จัดการกับปัญหาได้ดีขึ้น" ทำให้อาชญากรต้องหาแม่ข่ายอื่น เพื่ออัพโหลดและเผยแพร่เนื้อหา

นายจอห์น ชีฮาน รองประธานแผนกเกี่ยวกับเด็กที่ถูกล่วงละเมิด ของศูนย์ช่วยเหลือเด็กหายและถูกล่วงละเมิดแห่งชาติ (NCMEC) ของสหรัฐฯ กล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ เป็น "ข้อบ่งชี้ที่สำคัญ" ว่าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตในสหรัฐฯ ให้ความร่วมมือ ช่วยเจาะจง ลบ และรายงานเนื้อหาล่วงละเมิดเด็ก โดยกฎหมายของสหรัฐฯ ซึ่งกำหนดว่า ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตมีหน้าที่ต้องแจ้งทางการ เมื่อพบภาพการล่วงละเมิดในเครือข่าย ทำให้มีการรายงานเข้ามาเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ในปี 2015 พบว่า จำนวนรายงานที่ทางการได้รับอยู่ที่ 4.4 ล้านกรณี และเพิ่มเป็น 8.2 ล้านในปี 2016 ส่วนในปีนี้ นายชีฮาน ระบุว่า NCMEC ได้รับแจ้งถึงกว่า 2 ล้านครั้งแล้ว

Image copyright Thinkstock
คำบรรยายภาพ บริษัทผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตหลายแห่ง เริ่มตามล่าภาพการล่วงละเมิดที่ถูกอัพโหลดและแชร์

ระบบการจัดประเภทภาพ ถูกนำมาช่วยในการสร้างตัวระบุตัวตนของภาพแต่ละภาพ ที่เรียกว่าแฮช (hash) จึงทำให้ช่วยเห็นว่า ภาพนิ่งหรือวีดีโอที่กำลังถูกอัพโหลดนั้น มีเนื้อหาการล่วงละเมิดหรือไม่

นายชีฮาน กล่าวว่า แฮช ช่วยเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดได้อย่างมาก ด้วยการลดกรณีการล่วงละเมิดซ้ำ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อภาพถูกเผยแพร่ต่อ หรือซื้อขายออนไลน์ ส่วนบริษัทในยุโรปมีเพียงไม่กี่แห่งที่เช่าเซิร์ฟเวอร์ หรือพื้นที่ออนไลน์ที่คอยค้นหาภาพการล่วงละเมิดอย่างจริงจัง ซึ่งอาจจะมีส่วนทำให้เนื้อหาเหล่านี้พบในยุโรปมากกว่าอเมริกาเหนือ

อย่างไรก็ตาม อาร์ดา เกอร์คินส์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากเนเธอร์แลนด์ ซึ่งมีส่วนช่วยดูแลสำนักงานโทรศัพท์สายด่วน เพื่อต่อต้านการล่วงละเมิดเด็กของเนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า โดยรวมแล้วมีกรณีแจ้งเตือนผู้ให้บริการทางอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับเนื้อหาดังกล่าวเพิ่มขึ้นทั้งในปี 2015 และ 2016 แต่ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ยังไม่มีการปรับเปลี่ยนนโยบายของยุโรปซึ่งมีส่วนทำให้เกิดการพบเนื้อหาล่วงละเมิดในยุโรปมากขึ้น

ด้านโฆษกหญิงของ สมาคมป้องกันการทารุณกรรมต่อเด็กแห่งชาติ (NSPCC) ของสหราชอาณาจักร กล่าวว่า สิ่งที่ต้องทำคือต้องจัดการกับ ความต้องการเนื้อหาการล่วงละเมิดที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น และหาให้ได้ว่า อะไรที่จะทำให้ผู้กระทำผิดเลิกดูเนื้อหาเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก

เธอกล่าวว่า "เราต้องไม่ลืมว่า มีเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย อยู่ในทุกภาพการล่วงละเมิดทางเพศต่อเด็ก และทุกครั้งที่มีคนดูภาพ เด็กคนเดิมก็ถูกล่วงละเมิดซ้ำ ใครก็ตามที่ตั้งใจค้นหาภาพเหล่านี้มาดู ถือว่าเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการส่งเสริมอุตสาหกรรมที่น่ารังเกียจนี้"

ข่าวที่เกี่ยวข้อง