ระเบิดรถไฟใต้ดินในรัสเซียตายเพิ่มเป็น 14 ‘อาจเป็นระเบิดฆ่าตัวตาย’

Image copyright Getty Images

คณะกรรมการสอบสวนของรัฐบาลรัสเซียระบุว่า มีความเป็นไปได้ที่เหตุระเบิดที่นครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก อาจถูกจุดชนวนโดยชายคนหนึ่งซึ่งเจ้าหน้าที่พบชิ้นส่วนศพอยู่บนตู้โดยสารรถไฟ

หน่วยงานความมั่นคงของคีร์กีซสถานแถลงว่า ชายคนดังกล่าวซึ่งมีชื่อว่าอักบาร์ซอน จาลิลอฟ เกิดที่เมืองโอชของคีร์กีซสถาน เมื่อปี 2538 และต่อมาได้รับสัญชาติรัสเซีย

ส่วนคณะกรรมการสอบสวนของรัสเซียยืนยันชื่อชายคนดังกล่าวในเวลาต่อมา และระบุว่าเขาเป็นผู้วางระเบิดลูกที่สองซึ่งเจ้าหน้าที่สามารถถอดชนวนได้ทัน แถลงการณ์ของคณะกรรมการฯ ระบุว่า 'สามารถยืนยันได้ว่า วัตถุระเบิดอาจถูกจุดชนวนโดยชายคนหนึ่ง ซึ่งเจ้าหน้าที่พบชิ้นส่วนอยู่ในตู้โดยสารรถไฟ'

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ สื่อในรัสเซียรายงานว่านี่คือมือระเบิด แต่ตำรวจรัสเซียยังไม่ยืนยัน

ขณะนี้ยังไม่มีกลุ่มใดออกมาอ้างความรับผิดชอบ

นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซียกล่าวในการประชุมกับนายเออร์ลัน อับดิลดาเยฟ รัฐมนตรีต่างประเทศคีร์กีซสถานว่า การโจมตีครั้งนี้ 'แสดงให้เห็นอีกครั้งถึงความสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องพยายามร่วมมือกันต่อสู้กับความชั่วร้าย'

ตัวเลขผู้เสียชีวิตล่าสุดจากเหตุระเบิดในอุโมงค์ระหว่าง 2 สถานีรถไฟใต้ดินเมื่อวานนี้ (จันทร์ 3 เม.ย.) อยู่ที่ 14 ราย และบาดเจ็บ 49 ราย ทางการนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กได้ประกาศไว้อาลัย 3 วัน

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ซึ่งอยู่ในนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กตอนเกิดเหตุระเบิด ได้เดินทางไปยังจุดเกิดเหตุเมื่อวานนี้ และร่วมวางดอกไม้ เพื่อไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิต

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ ตู้รถไฟที่ได้รับความเสียหายจากแรงระเบิด

กลยุทธ์ที่เปลี่ยนไป

อับดุลจาลิล อับดุลาซูลอฟ นักวิเคราะห์รัสเซียและเอเชียกลาง ของบีบีซีวิเคราะห์ว่า ทุกวันนี้มีนักรบจากเอเชียกลางนับพันคนเข้าร่วมกับกลุ่มติดอาวุธในซีเรียและอิรัก พวกเขามักถูกชักชวนในช่วงที่ทำงานเป็นแรงงานต่างด้าวในรัสเซีย บางคนอ่อนไหวต่อโฆษณาชวนเชื่อ เพราะอาจรู้สึกว่าได้รับความไม่เป็นธรรมและถูกเหยียดหยามด้วย

นักวิเคราะห์กลุ่มหนึ่งเชื่อว่ากลุ่มติดอาวุธกำลังปรับเปลี่ยนกลยุทธิ์ในการต่อสู้ โดยโน้มน้าวให้สมาชิกใหม่ ๆ หันไปก่อเหตุในประเทศ แทนการเดินทางไปร่วมรบในแนวหน้าที่ซีเรียและอิรัก

ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน วางดอกไม้ไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตใกล้ที่เกิดเหตุ Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ ประธานาธิบดี วลาดิเมียร์ ปูติน วางดอกไม้ไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิตใกล้ที่เกิดเหตุ

บ้านเกิดของผู้ต้องสงสัยในเหตุครั้งนี้คือเมืองโอช ในคีร์กีซสถาน ถึงแม้ว่าที่นั่นศาสนาอิสลามมีบทบาทค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่ควรเหมาว่า เป็นแหล่งบ่มเพาะภัยคุกคามที่กำลังเพิ่มมากขึ้นจากกลุ่มสุดโต่งด้านศาสนา เนื่องจากประเทศในเอเชียกลางแยกศาสนาออกจากการเมืองมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในโลกมุสลิม

มีเหตุผลซับซ้อนหลายเหตุผลที่ทำให้ชาวเอเชียกลางบางคน หันไปสนับสนุนกลุ่มที่นิยมความรุนแรง โดยศาสนาอาจไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่มาจากความรู้สึกไม่มั่นคงทางสังคมและเศรษฐกิจ และถ้าเปรียบเทียบเป็นรายประเทศแล้ว ผู้ที่เข้าร่วมกับกลุ่มติดอาวุธในซีเรียและอิรัก กลับเป็นคนจากยุโรปมากกว่า เช่น เบลเยียม ซึ่งมีประชากรนับถือศาสนาอิสลามน้อยกว่าในเอเชียกลางมาก

ผู้นำโลกร่วมเป็นหนึ่งเดียวกับรัสเซียในการประนามเหตุระเบิด

ทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ออกแถลงการณ์ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้คุยกับประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินทางโทรศัพท์ และเสนอ 'ให้ความร่วมมือเต็มที่' เพื่อนำผู้ที่อยู่เบื้องหลังมาลงโทษ โดยตอนหนึ่งของแถลงการณ์ระบุว่า 'ทั้งประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีปูตินเห็นตรงกันว่า ต้องเอาชนะการก่อการร้ายให้ได้อย่างเด็ดขาดและรวดเร็ว'

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ เจ้าหน้าที่ตำรวจดูแลความปลอดภัยในสถานีรถไฟใต้ดิน

นายกรัฐมนตรีอังเกลา แมร์เคิลของเยอรมนีประนามเหตุระเบิดว่า เป็น 'การกระทำที่ป่าเถื่อน' และเฟเดอริก้า โมเกอห์รีนี หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศอียู กล่าวว่าชาวยุโรปร่วมส่งใจไปให้ชาวรัสเซีย

นายกรัฐมนตรีเทเรซา เมย์ ของสหราชอาณาจักรได้ส่งสารถึงประธานาธิบดีปูตินเพื่อแสดงความเสียใจ และกล่าวว่า 'เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงภัยจากการก่อการร้ายที่เราทุกคนกำลังเผชิญ' และอ้างถึงเหตุการณ์โจมตีก่อการร้ายที่กรุงลอนดอนด้วยว่า 'เราจะฝ่ายชนะ ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย'