"โดนัลด์ ทรัมป์" ทำอะไรได้บ้างในการพบ "สี จิ้นผิง"

โดย เดวิด ดอลลาร์ ผู้เชี่ยวชาญที่ศูนย์จีนจอห์นแอลธอร์นตัน สถาบันบรูกิ้งส์ องค์กรนโยบายสาธารณะในกรุงวอชิงตัน ดีซี ของสหรัฐฯ

ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ Image copyright Getty Images

ก่อนหน้าที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในรัฐฟลอริดา ของสหรัฐฯ เขาเคยกล่าวไว้ว่า การเจรจาการค้ากับจีนจะเป็น "เรื่องที่ยากมาก"

การค้าเป็นหนึ่งในสองประเด็นสำคัญในวาระการประชุม นอกเหนือจากประเด็นเกาหลีเหนือ แต่ปัญหาคืออะไร และทรัมป์ทำอะไรได้บ้าง

ซื้อสินค้าจีน

ปัญหาในความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างจีนและสหรัฐฯ คือ ความไม่สมดุลที่สูงมาก และเป็นเช่นนี้มาเป็นเวลานานแล้ว

ในปีที่แล้วปีเดียว สหรัฐฯ นำเข้าสินค้าและบริการจากจีน 4.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 16.8 ล้านล้านบาท) ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น เสื้อผ้า รองเท้า โทรทัศน์ สมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์แล็ปท็อป และแท็บเล็ต การนำเข้าสินค้าเหล่านั้นทำให้ผู้บริโภคชาวอเมริกันซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง

ขณะที่สหรัฐฯ ส่งออกไปยังจีนรวมมูลค่าเพียง 1.7 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 5.95 ล้านล้านบาท) เท่านั้น รวมถึงสินค้าที่เป็นเครื่องจักรเทคโนโลยีชั้นสูงอย่าง เครื่องบิน และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอย่าง ถั่วเหลือง

นอกจากนี้ยังทำเงินได้จากบริการหลายด้าน เช่น การศึกษา ซึ่งมีนักศึกษาชาวจีนประมาณ 3 แสน 5 หมื่นคนในสหรัฐฯ

แต่โดยรวมแล้ว จีนก็ยังเป็นประเทศที่สหรัฐฯ ขาดดุลการค้าด้วยมากที่สุด หรือ ปริมาณที่มูลค่าการนำเข้ามากกว่ามูลค่าการส่งออก ในปี 2016 (2559) ยอดขาดดุลการค้าของสหรัฐฯที่มีต่อจีนคิดเป็น 60% ของการขาดดุลการค้าทั้งหมดของสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ที่ 5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ประมาณ 17.5 ล้านล้านบาท)

ชาวอเมริกันสูญเสียตำแหน่งงาน

ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ค่อยพอใจกับสถานะเช่นนี้นัก และเคยทวีตข้อความในเดือนมกราคมว่า "จีนได้นำเงินและความมั่งคั่งจำนวนมหาศาลออกจากสหรัฐฯ ด้วยการทำการค้าด้านเดียว"

เขาเห็นถึงความเชื่อมโยงกับการสูญเสียตำแหน่งงานในภาคการผลิตด้วย เพราะการขาดดุลการค้าจำนวนมากโดยทั่วไปจะควบคู่ไปกับภาคการผลิตที่ลดลงด้วย

นี่คือปัญหา เพราะสำหรับคนที่ไม่มีวุฒิปริญญา งานเหล่านี้ช่วยสร้างรายได้ให้กับพวกเขา

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ นักช็อปในสหรัฐฯได้ซื้อสินค้านำเข้าราคาถูกมานานหลายปี

ระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง นายทรัมป์พูดบ่อยๆว่าต้องการจะนำงานในภาคการผลิตกลับคืนมายังสหรัฐฯ และ ในการโต้อภิปรายครั้งแรกของเขา ทรัมป์กล่าวว่า "พวกเขา(จีน)กำลังใช้ประเทศของเราเป็นเหมือนกระปุกออมสินเพื่อสร้างประเทศจีน"

หลังจากจีนเข้าร่วมกับองค์การการค้าโลกในปี 2001 สินค้านำเข้าจากจีนในสหรัฐฯ ได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก นักเศรษฐศาสตร์เรียกเหตุการณ์นี้ว่า "จีนสะเทือน" (China shock)

ระหว่างปี 2000 ถึง 2007 งานในภาคการผลิตของสหรัฐฯ ลดลงอย่างมาก จาก 16.9 ล้านคนเหลือ 13.6 ล้านคน วิกฤตการเงินในปี 2008 ได้ทำให้ตัวเลขนี้ลดต่ำลงไปอีกโดยเหลือเพียง 11.2 ล้านคน จากนั้นตัวเลขก็อยู่ในระดับนี้มาเรื่อยมา

คนงานที่ผลิตเสื้อผ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

เป็นเรื่องยากที่จะระบุตัวเลขที่แน่ชัดได้ แต่นักเศรษฐศาสตร์บางคนเห็นว่า 40% ของงานที่ลดลงอาจมีส่วนเกี่ยวกับการนำเข้าสินค้าจากจีน

อย่างไรก็ตาม การไหลทะลักเข้ามาของสินค้าราคาถูกก็ได้สร้างงานที่ไม่อยู่ในภาคการผลิตในสหรัฐฯด้วย เพราะผู้บริโภคมีเงินมากขึ้นในการใช้จ่ายด้านอื่นๆ ทำให้งานเพิ่มขึ้นในภาคการดูแลสุขภา ความบันเทิง การท่องเที่ยว และสันทนาการ

เปิดประตู

ดังนั้นประธานาธิบบดีทรัมป์สามารถทำอะไรได้บ้างเกี่ยวกับการขาดดุลการค้า ในช่วงการหาเสียง นายทรัมป์ขู่ว่าจะใช้มาตรการปกป้องทางการค้าที่รุนแรงอย่าง กำแพงภาษี 45% ในสินค้านำเข้าจากจีน แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้แสดงแล้วว่า การปกป้องทางการค้าไม่ได้ช่วยลดการขาดดุลการค้าลง

เขายังขู่ด้วยว่าจะเรียกจีนว่า "นักปั่นค่าเงิน" และในช่วงที่หาเสียงอย่างหนักเขาถึงขนาดกล่าวหาจีนว่า "ข่มขืนสหรัฐฯ" ด้วยนโยบายการค้าของจีน

จีนได้เข้ามาแทรกแซงค่าเงินเพื่อรักษาอัตราแลกเปลี่ยนไว้ในระดับต่ำเป็นเวลาหลายปี ซึ่งช่วยทำให้ราคาสินค้าของจีนต่ำลงและช่วยทำให้สหรัฐฯขาดดุลการค้ามากขึ้น แต่เมื่อไม่นานมานี้ธนาคารกลางจีนได้รักษาอัตราแลกเปลี่ยนในระดับที่สูงขึ้น ทำให้สินค้าส่งออกแพงขึ้น และการที่สหรัฐฯปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยก็เป็นการกระตุ้นให้ธนาคารกลางจีนทำเช่นนี้ด้วย

Image copyright Getty Images
คำบรรยายภาพ สหรัฐฯ ซื้อสินค้าจากประเทศอื่นมากกว่าขาย

แนวทางที่ประธานาธิบดีทรัมป์น่าจะทำได้มากที่สุดคือการเจรจาเพื่อเข้าถึงผู้บริโภคชาวจีนให้มากขึ้น

จีนมีข้อจำกัดในการนำเข้าหลายอย่าง ยกตัวอย่างเช่น กำแพงภาษี 25% ในการนำเข้ารถยนต์ ขณะที่สหรัฐฯขายผลิตภัณฑ์การเกษตรจำนวนมากให้แก่จีน ที่โดดเด่นก็คือ ถั่วเหลือง แต่ตลาดสำคัญอย่าง เนื้อวัว และเนื้อหมูถูกจำกัดอย่างมาก

สิ่งที่น่าจะสำคัญที่สุดสำหรับสหรัฐฯคือภาคบริการในโลกสมัยใหม่ต่าง ๆ เช่น การเงิน โซเชียลมีเดีย โทรคมนาคม สุขภาพ และการขนส่ง ซึ่งส่วนใหญ่เข้าใกล้การนำเข้าและลงทุนจากต่างประเทศ

แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก แต่การเปิดตลาดจีนจะทำให้ผู้บริโภคในจีนมีทางเลือกมากขึ้น และช่วยรักษาความสัมพันธ์ที่มั่นคงกับสหรัฐฯ ได้ด้วย

เศรษฐกิจจีนพึ่งพาการรักษาการไหลเวียนทางการค้ากับจำนวนผู้บริโภคขนาดใหญ่ที่สุดของจีน

คาดหวังต่ำ

จะมีสงครามการค้าหรือไม่?

น่าจะไม่ เพราะมาตรการปกป้องทางการค้าจะทำร้ายเศรษฐกิจสหรัฐฯ และจีนก็เห็นว่ามาตรการนี้นำมาใช้ไม่ได้จริง

พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีการประชุมที่สำคัญในช่วงปลายปีนี้ และเป็นเรื่องยากที่ประธานาธิบดีสีจะทำอะไรที่ก้าวร้าวก่อนถึงช่วงนั้น หรือแม้แต่หลังจากนั้น จีนก็น่าจะค่อย ๆ เคลื่อนไหวเพื่อเปิดตลาดมากขึ้น

ทรัมป์ฉลาดที่ตั้งความคาดหวังไว้ไม่สูงนักจากการประชุมสุดยอดกับสีครั้งนี้