สหรัฐฯ โจมตีซีเรียสะท้อนจุดพลิกผันในนโยบายโดดเดี่ยวของทรัมป์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ Image copyright Reuters

เมื่อ 4 ปีก่อน หลังจากที่รัฐบาลซีเรียใช้อาวุธเคมีโจมตีพลเรือนตนเอง นายโดนัลด์ ทรัมป์ เตือนรัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา ว่าสหรัฐฯ ไม่ควรใช้กำลังทหารตอบโต้ แต่ควรหันไปใส่ใจกิจการภายในประเทศ มุ่งเน้นการสร้างงาน บริการสาธารณสุข และปัญหาอื่น ๆ อีกมากมายในประเทศมากกว่า เขาทวีตว่า "ลืมซีเรียไปและหันไปทำให้อเมริกากลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง"

เมื่อสองปีก่อน นายทรัมป์ชูประเด็นเดียวกันนี้ในการรณรงค์หาเสียง เขายังคงวิพากษ์วิจารณ์พรรคเดโมแครตอย่างรุนแรง รวมทั้งสมาชิกพรรครีพับลิกันบางคนว่าแทรกแซงกิจการภายในประเทศอื่นมากเกินไป

แม้กระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ดูเหมือนว่านายเร็กซ์ ทิลเลอร์สัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ก็ยังคงเดินตามแนวนโยบายของนายทรัมป์ไม่ผิดเพี้ยน โดยปฏิเสธเรื่องการใช้กำลังถอดประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรียออกจากตำแหน่ง เขาชี้ว่า "เป็นเรื่องที่ชาวซีเรียจะตัดสินเอง"

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ รัฐบาลนายทรัมป์เคยปฏิเสธเรื่องการใช้กำลังทหารถอดประธานาธิบดีบาชาร์ อัล-อัสซาด ของซีเรียออกจากตำแหน่ง

อย่างไรก็ตามเมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (6 เม.ย.) ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สั่งให้ใช้ขีปนาวุธโจมตีฐานทัพซีเรีย หลังจากที่รัฐบาลซีเรียนำอาวุธเคมีมาใช้อีกครั้ง

การใช้กำลังของสหรัฐฯ ครั้งนี้ถือว่าเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญของนายทรัมป์ โดยนายทรัมป์ให้เหตุผลว่า "เป็นเรื่องความมั่นคงปลอดภัยของสหรัฐฯ เพื่อปกป้องและสกัดกั้นการแพร่ขยายและการใช้อาวุธเคมีที่มีภัยร้ายแรง"

นายทรัมป์ ยังเรียกร้องให้ "ชาติอื่น ๆ ที่มีอารยธรรม" หาทางยุติสงครามกลางเมืองในซีเรียที่เต็มไปด้วย "การนองเลือดและการเข่นฆ่า" โดยระบุว่าในที่สุด "สันติภาพและความปรองดอง" จะมีชัยชนะ

ผู้นำที่เคยถูกมองว่ายึดแนวนโยบายแยกตัวโดดเดี่ยวอย่างนายทรัมป์ ตอนนี้ได้หันมาใช้กำลังทหารเพื่อบังคับใช้บรรทัดฐานระหว่างประเทศ และลงโทษฝ่ายที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

Image copyright AFP

สะเทือนใจจากภาพทารก

อะไรทำให้นายทรัมป์เปลี่ยนใจ ดูเหมือนว่าภาพการล้มตายของชาวซีเรีย รวมถึงภาพเด็ก ๆ ส่งผลกระทบต่อจุดยืนของนายทรัมป์ โดยเขากล่าวถึงเด็ก ๆ เหล่านั้นว่า "เหล่าทารกที่น่ารัก"

นักการเมืองในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ทั้งฝ่ายขวาและฝ่ายซ้ายต่างชื่นชมการตัดสินใจใช้กำลังของนายทรัมป์ อย่างไรก็ตาม อาจมีหลายฝ่ายตั้งคำถามได้ว่า นโยบายต่างประเทศของนายทรัมป์ ที่ดูเหมือนว่าเปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือได้ภายในไม่กี่วันเช่นนี้ เป็นสัญญาณของความยืดหยุ่น หรือนโยบายขาดความต่อเนื่องกันแน่

การโจมตีด้วยขีปนาวุธเป็นการใช้กำลังที่มีต้นทุนความเสี่ยงต่ำ และให้ผลลัพธ์ในวงจำกัด ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า เป็นการส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลนายอัสซาด

อย่างไรก็ตาม หากนายอัสซาดยังคงใช้อาวุธเคมี หรือโจมตีในแบบที่เคยทำมา และส่งผลให้มีพลเรือนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากอีก รัฐบาลสหรัฐฯ จะเพิ่มขีดการใช้กำลังทหารหรือไม่ หรือว่าจะลดการใช้กำลังลง ซึ่งอาจทำให้ถูกมองว่าไม่เอาจริง

Image copyright AFP

ตอนที่รัฐบาลนายโอบามาหาทางใช้กำลังทหารกับรัฐบาลซีเรีย เขาตัดสินใจยื่นญัตติเพื่อให้สภาคองเกรสอนุมัติ แม้ว่าในคราวนั้นสภาคองเกรสไม่ให้ไฟเขียวก็ตาม คราวนี้นายทรัมป์จะเดินตามรอยด้วยการขอให้สภาคองเกรสอนุมัติด้วยหรือไม่

การตัดสินใจใช้ขีปนาวุธโจมตีฐานทัพซีเรียเป็นเรื่องท้าทายครั้งสำคัญในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลนายทรัมป์ ซึ่งเคยพูดมาตลอดว่าให้ความสำคัญกับกิจการภายในประเทศมาเป็นอันดับแรก โดยเขาได้กล่าวในตอนท้ายของการแถลงสั้น ๆ เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาว่า ขอให้พระผู้เป็นเจ้าประทานพร ไม่เพียงเฉพาะให้สหรัฐฯ เท่านั้น แต่รวมถึง "โลกทั้งโลก" ด้วย

การโจมตีและทัศนคติที่เปลี่ยนไปของนายทรัมป์ครั้งนี้ อาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว หรืออาจเป็นไปได้เช่นกันว่าจะมีผู้นำที่ยึดแนวโลกาภิวัตน์เกิดขึ้นมาอีกคน