อียิปต์ประกาศภาวะฉุกเฉิน เร่งปราบกลุ่มก่อเหตุระเบิดโบสถ์คริสต์

กลุ่มที่เรียกตนเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) อ้างว่าเป็นผู้บงการก่อเหตุระเบิดที่โบสถ์คริสต์คอปติกสองแห่ง Image copyright EPA
คำบรรยายภาพ กลุ่มที่เรียกตนเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) อ้างว่าเป็นผู้บงการก่อเหตุระเบิดที่โบสถ์คริสต์คอปติกสองแห่ง

ผู้นำอียิปต์ประกาศภาวะฉุกเฉิน 3 เดือน เพื่อเร่งปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายที่ลงมือระเบิดโบสถ์คริสต์คอปติกสองแห่งวานนี้

ประธานาธิบดีอับดุล ฟัตตาห์ อัล ซีซี ของอียิปต์ ประกาศภาวะฉุกเฉินเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อปราบปรามกลุ่มก่อการร้ายที่ก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่โบสถ์คริสต์คอปติกสองแห่งวานนี้ (9 เม.ย.) ซึ่งเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 44 คน

การประกาศภาวะฉุกเฉินดังกล่าวจะเริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบหลังจากนี้ โดยมาตรการภายใต้ภาวะฉุกเฉินจะอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมผู้ต้องสงสัยได้โดยไม่ต้องมีหมายจับ และเข้าค้นอาคารบ้านเรือนของประชาชนได้โดยไม่ต้องมีหมายค้น

ประธานาธิบดีอัล ซีซี แถลงหลังการประชุมสภากลาโหมแห่งชาติว่า จะเริ่มใช้มาตรการต่าง ๆ ภายใต้ภาวะฉุกเฉิน ก็ต่อเมื่อผ่านขั้นตอนการรับรองที่ถูกต้องตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญแล้วเท่านั้น ผู้นำอียิปต์ยังกล่าวเตือนด้วยว่า การทำสงครามต่อต้านผู้ก่อการร้ายครั้งนี้จะยาวนานและเจ็บปวด

Image copyright Reuters
คำบรรยายภาพ กองกำลังรักษาความปลอดภัยประจำการในเมืองอเล็กซานเดรียหลังเกิดเหตุระเบิด

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีอัล ซีซี ได้สั่งการให้เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่ทหารเข้ารักษาความปลอดภัยตามสถานที่สำคัญทั่วประเทศ หลังกลุ่มที่เรียกตนเองว่ารัฐอิสลาม (ไอเอส) ออกมาอ้างความรับผิดชอบว่าเป็นผู้บงการก่อเหตุระเบิดฆ่าตัวตายที่โบสถ์คริสต์คอปติกสองแห่งในเมืองทันทาและอเล็กซานเดรีย โดยเหตุระเบิดโจมตีมีขึ้นในวันอาทิตย์ใบลาน (Palm Sunday) ซึ่งเป็นวันศักดิ์สิทธิ์ที่พระเยซูเสด็จเข้ากรุงเยรูซาเล็ม และมีขึ้นก่อนการเสด็จเยือนของสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิสในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

ผู้สื่อข่าวบีบีซีรายงานว่า ชาวคริสต์คอปติกในอียิปต์มีอยู่ราว 10% ของจำนวนประชากรทั้งประเทศ และต้องเผชิญกับการข่มขู่คุกคามบ่อยครั้งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เนื่องจากกลุ่มอิสลามสุดโต่งในบางส่วนของอียิปต์ต่างเคลื่อนไหวรุนแรงขึ้น

ด้านกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนในอียิปต์ต่างแสดงความกังวลว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินจะยิ่งทำให้การละเมิดสิทธิมนุษยชนรุนแรงขึ้น โดยประธานาธิบดีอัล ซีซี นั้นถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามักจำกัดสิทธิพลเมืองและสิทธิในการแสดงออกทางการเมือง โดยมีการสั่งปราบปรามกลุ่มผู้เห็นต่าง ทั้งจับกุมคุมขังและนำตัวไปทรมานอยู่บ่อยครั้ง